เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐

เต้อ

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 178
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
    • ดูรายละเอียด
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
« เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2017, 03:36:06 PM »
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐

จิตวิญาณ หรือ อทิสมานกาย ที่พวกเราชอบเรียกกันทางมโนมยิทธิว่า กายทิพย์ อทิสมานกายหรือกายทิพย์นี่มีอยู่กับสัตว์ทุกประเภท คนทุกคน ทีนี้คนและสัตว์มีวิญญาณเหมือนกันมั้ย เหมือนกันคุณโยมเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขาว เป็นดำ เป็นด่าง เป็นไอ้แต้ม ไอ้ตูบอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันมีจิตวิญญาณเหมือนกันหมด เมื่อมีจิตวิญญาณเหมือนกัน ก็แสดงว่าจิตวิญญาณ ตัวนี้แหละคือ ตัวร่างกายของเรา ทีนี้เมื่อเราเจ็บ จิตวิญญาณมิได้เจ็บหรือไง เมื่อเราป่วยจิตวิญญาณมิได้ป่วยด้วย เมื่อจิตวิญญาณมิได้ป่วยร่างกายเราป่วย แต่เหตุที่เรามีความรู้สึกมีอาการอย่างนั้น เพราะความเคยชิน ความที่เราผูกพันต่อมันว่านี่เป็นของเรานะ ตัวกูต้องเป็นของกู ผมก็ของกู ฟันก็ของกู เล็บก็ของกู หนังก็ของกู ความจริงแล้วมันไม่ใช่ของกู มันเป็นของเขา แต่เราไปยืมเขามาใช้ ใช้แล้วหลงระเริง ไม่ยอมคืนชาวบ้านเขา หรือนึกว่ากูจะไม่คืนต่อไปละกูจะครองไว้ตลอดชาติตลอดสมัย พวกนี้โง่บรรลัยบัดซบที่สุด ใช้ไม่ได้ ไม่มีปัญญาแล้ว ยังโง่หลอกหรือโกงของชาวบ้านเขามาอีก เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้สภาพความเป็นจริงว่า ตัวเราจริง ๆ คือจิตวิญญาณเสียแล้ว พระองค์พระจอมตรัย พระองค์ก็ทรงดำรัสต่อไปว่า นี่ในคัมภีร์วชิระปัญญา ฝ่ายมหายาน มีการเขียนเป็นคัมภีร์ไว้อย่างนั้นอย่างนี้ว่า จิตวิญญาณหรือจิตเดิมแท้ของมนุษย์ทุกประเภท เป็นจิตของพุทธะ พุทธะเป็นความเบิกบาน เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความใสสะอาด

เมื่อจิตของพุทธะมีอยู่ในร่างกายของคนเราทุกคนแล้ว แล้วเราทำไมไม่เห็นจิตเดิมแท้ ไม่เห็นธรรมพุทธะ หรือไม่เห็นกายที่พวกเราเข้าใจเรียกว่าเป็นกายของพระอริยเจ้านั้นได้ เพราะเหตุที่มีตัวสีมาฉาบทา ให้เราไม่สามารถเห็นไอ้ตัวสีนี้แหละเป็นเครื่องเกาะกินใจอย่างร้ายกาจ เป็นเครื่องทำลายความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ สีมีกี่อย่าง กี่ประเภท สีที่องค์สมเด็จพระจอมตรัยถือว่า เป็นตัวคอมมิวนิสต์ คอยเกาะกินความดีนี้ก็คือ ตัวราคะ เมื่อสีราคะเกิด จิตวิญญาณที่ใสสะอาดย่อมเศร้าหมองขุ่นมัว ตัวต่อไป สีตัวที่สองคือตัว โทสะ เมื่อ ตัวโทสะเกิด ขาดปัญญา เมื่อสีตัวที่สองมี สีตัวที่สามก็ย่อมมี สีตัวที่สามก็คือ โมหะ ทั้งสามตัวนี้เป็นสีใหญ่ ๆ ที่มาแปดเปื้อนจิตวิญญาณของเรา หรือตัวเราจริง ๆ ให้ต้องได้รับความที่ว่าไม่สามารถใช้พลัง หรือ ใช้อำนาจจิตวิญญาณหรือใช้อำนาจกายทิพย์เราได้ เพราะยังงั้นพระองค์สมเด็จพระจอมตรัยจึงบอก วิธีการปฏิบัติทำตนให้เข้าถึงจิตแท้ของเธอ จิตเดิมแท้ของพระอริยเจ้าหรือพูดง่าย ๆ ที่พวกเราชอบเรียกว่า กายของพระพุทธเจ้า หรือ กายของพระอรหันต์นั่นเอง เพราะยังงั้นเมื่อพวกเรามีกายของพระอรหันต์ มีกายของพระอริยเจ้าอยู่ทุกคน เราก็มาหาวิธีปฏิบัติที่จะทำให้ถึงกายของพระอรหันต์องค์นั้น

วิธีปฏิบัติที่จะทำให้ถึงกายพระอริยเจ้าในจิตของเราคือ พระองค์ทรงสอนว่า เริ่มแรกต้องทำกายให้เป็นปกติ ทำวาจาให้เป็นปกติ ทีนี้กายวาจาจะปกติได้พระองค์บอกว่าต้องมีสิกขาบท สิกขาบทคือข้อยกเว้น ข้อห้าม ข้อห้ามนี้เรียกว่า ศีล ศีลแปลว่า ปกติ บุคคลใดมีศีลบุคคลนั้นปกติ เมื่อมีกายปกติแล้ว ความสะอาด ความสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์ของใจย่อมแผ่พลานุภาพให้เห็น เกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ คือ พลังสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วปัญญาย่อมเกิด เมื่อปัญญาเกิด จึงนำเอาปัญญาเหล่านี้แหละ ที่ได้จากสมาธิและศีลนี่ ไปตัดตัวสีทั้งสามตัว คือตัวราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงหน่อย ก็ถือว่าเป็นพระโสดาบัน คนที่เป็นสกิทาคา อนาคาก็ล้างให้สะอาดมากขึ้นไปอีกนิดนะ ลดหลั่นตามชั้นของพระอริยเจ้า คนที่เป็นพระอรหันต์นี่หนักหน่อย ล้างมากหน่อย จึงใสสะอาด เพราะฉะนั้นอำนาจกำลังสมาธิเกิดขึ้นได้เพราะศีล อำนาจศีลเกิดได้เพราะใจเราตั้งเป็นปกติ กายเป็นปกติ อำนาจปัญญาเกิดได้เพราะอาศัยสมาธิเป็นเกณฑ์ เมื่อพวกเราทราบอย่างนี้ จิตเดิมแท้ของเราเป็นพุทธะ เราก็น้อมนำตนให้เข้าถึงจิตเดิมแท้ ทำความรู้สึกว่า ธรรมะอยู่กับตัวเรา เราคือธรรมะ ธรรมะเป็นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มันไม่ใช่อยู่ที่ไหน มิใช่อยู่ที่พระไตรปิฏก ไม่ใช่อยู่ที่ตำราหรือตัวอาตมา หรือครูบาอาจารย์ที่ไหน แต่พวกเรามีธรรมะทุกคน แต่เหตุที่เราไม่รู้จักนำเอาธรรมะหรือพระอริยเจ้าในจิตของเรามาใช้ ก็เพราะว่าเราไปโง่หลงงมงายว่านี่ของกู ลูกของกู ผัวของกู เมียของกู สมบัติพัศสถาน ทั้งหมดที่อยู่ในรอบกายเราเป็นของกู เมื่อเป็นของกูตัวนี้เป็นภาษาศัพท์ธรรมะ เขาเรียกว่าอะไร เขาเรียกว่าความผูกพันทางใจ ความผูกพันทางร่างกาย เริ่มแรกมีความผูกพันทางร่างกายเสียก่อน เราสร้างพันธะให้เกิดขึ้นกับร่างกายขึ้นมา เมื่อพันธะของร่างกายเกิด ใจก็ผูกพันเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นเมื่อใจผูกพัน ไอ้ใจที่มันเคยใสสะอาด เป็นอิสระ เปรียบเทียบกับลูกโป่งที่ลอยไปในอากาศกลับไปโดนผูกดึงเอาไว้ มันก็ไม่มีความบริสุทธิ์ เรียกว่าใจพระอริยเจ้าโดนทำร้าย แต่ยังไม่ชื่อว่า โดนทำลาย เพราะยังงั้นเมื่อพวกเราทราบถึงตัวเองว่า เราก็เป็นพระอริยเจ้าคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าสามารถทำได้ ทุกคนก็สามารถทำให้ถึงซึ่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้ คือเข้าถึงแดนพระนิพพานเพราะใจสว่าง