คำสอนจากท่านปู่สหัมบดีพรหม

เต้อ

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 178
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
    • ดูรายละเอียด
คำสอนจากท่านปู่สหัมบดีพรหม
« เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2017, 03:34:34 PM »
คำสอนจากท่านปู่สหัมบดีพรหม ท่านผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลก
รวบรวมโดย เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ

คนบำเพ็ญธรรมต้องทำให้พอดี ถ้าเกินพอดีมันก็ทุกข์ จงกระทำเพื่อพระนิพพานก็พอ อย่างอื่นไม่ต้อง การทำสมาธิดูลมหายใจเข้าออก นั้นนอนทำก็ได้ เดินก็ทำได้ กินข้าวหรือนั่งในห้องส้วมก็ทำได้ ไม่ใช่แค่นั่งหลับตาอย่างเดียว การนั่งทำสมาธิมีหลาย ๑๐ แบบวิธี จะนั่งแบบไหนก็ได้ดีทั้งนั้น จะนั่งเก้าอี้ นั่งบนเตียง หรือนั่งสมาธิเพชรก็ได้ จริตถูกกับอย่างไหนทำแบบนั้น นั่งขับรถทำสมาธิก็ยิ่งดี จิตจะระมัดระวังไม่ต้องโดนรถชน ท่านั่งต้องให้สบายที่สุด เราจะไม่เบียดเบียนร่างกายที่เรามาอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ เราทำสมาธิแบบเล่น ๆ จะได้ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป แต่ในจิตใจเรารู้ว่าเราทำจริง ๆ ภายนอกทำเหมือนเล่น ๆ ภายในจิตใจทำให้จริงจัง

ผู้ฝึกมโนมยิทธิ ก็ยกจิตขึ้นไปกราบพระยุคลบาทพระสวัสดิโสภาคย์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระนิพพาน มีความเชื่อมั่นพระนิพพานให้เต็ม 100% ถ้าทำไม่ถึงพระนิพพาน เพราะเวรกรรมเก่ามีก็ควรทำบุญทานรักษาศีล ๕ ให้ครบจะช่วยให้การภาวนาได้ดีขึ้น ทุกอย่างมีอะไรสละได้ก็บริจาคไป ผู้กระทำย่อมรู้ว่าได้ผลเป็นสุขใจ เฉพาะตน ยิ่งให้ยิ่งได้มากขึ้น สละความโลภความตระหนี่ออกคือ ที่ได้ก็รวยในอริยทรัพย์ คือ ความสุขเหนือความร่ำรวยทางเงินทอง

มโนมยิทธิไม่ใช่อุปาทาน ปู่นั่งหัวเราะดูพวกเจ้าเบื้องบน รู้แล้วก็ตลกดี เจ้ามนุษย์พวกนี้บ้างก็ฝึกดี บ้างก็อุปาทานมีเหมือนกัน ต้องตามจิตมโนมยิทธิเป็นภาพเป็นกระแสจิตที่ได้รับรู้ เป็นสิ่งที่รู้เห็นเองได้ด้วยจิตเป็นทิพย์ มโนมยิทธิอภิญญา ถูกต้องกับผู้มีอารมณ์ของจิตหรือจริตทุกอย่าง กรรมฐานกองใดถูกกับจริตใด เจ้าควรจะรู้กรรมฐานนั้น ถูกกับจริตอารมณ์ของเจ้าหรือไม่ บางคนก็มีหลายจริต ส่วนมากผู้สนใจในกรรมฐานปฏิบัติสมาธิ ภาวนา ก็มีพุทธจริต คือ มีปัญญามองเห็นความทุกข์ รู้เข้าใจ ความไม่จริงของร่างกาย

ใครทำดีเบื้องบนพระพุทธเจ้าก็ประทานให้ได้ สัมผัสพระนิพพาน แต่ต้องให้ดีเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าคนทำชั่ว คือพวกที่ศีล ๕ ข้อไม่ครบ ก็ยากนักที่จะเข้าถึงธรรมและอภิญญาทั้งปวงไม่ได้หรอก จิตของเจ้าต้องปล่อยวาง ไม่สนใจในโลกธรรม ๘ ประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เจริญสุขทางกาย ทางโลกเสื่อมลาภเสื่อมยศ คนนินทา และกายเจ็บป่วย อย่าเอาใจไปคิดถึงเรื่องไร้สาระนั้น จิตปล่อยวางกายเขากายเราจิตเจ้าจะผ่องใส รู้ทุกอย่างแล้วก็วางอย่าติดใจต่อไป ทุกอย่างเป็นของโลก โลกคือความฉิบหายในที่สุด ไม่ใช่เรา เราไม่ต้องไปติดใจสนใจในโลก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ คือ บารมี ๑๐ นั้นสร้างสมเข้าไป

กุศล คือ การรักษาจิตสำรวมจิตไว้ในคุณความดีของพระพุทธองค์ จิตเป็นกุศลก็พร้อมที่จะทำบุญภายนอกคือ ให้ทานรักษาศีล ภาวนาอยู่เสมอ หากมีบุญไร้กุศลความฉลาดทางจิตก็เข้าสู่แนวพระนิพพานไม่ได้อีกนาน จงดูขันธ์ ๕ ให้เราเข้าใจขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของจิตแน่นอนเป็นคนละส่วนกับจิต

สักกายทิฏฐิ เป็นตัวเดียวที่หนักก็คือ การกำจัดตัดขันธ์ ๕ ตัวเรา ขันธ์ ๕ ของคนที่เรารักออกจากจิต เมื่อมีขันธ์ ๕ ก็ยากที่จะพ้นทุกข์ จะมีสุขก็ประเดี๋ยวเดียวไม่มีสุขแท้จริง คิดดูว่าโลกนี้ ความทุกข์ความสุขอันไหนมันมีมากว่ากัน ตราบใดที่มีร่างกายแบบนี้ มันย่อมทุกข์แน่นอนจงเอาจิตเลิกละสนใจกายนี้เสีย เราปล่อยวางร่างกายที่เป็นของหนักออกจากจิตที่เป็นของเบาปล่อยวางตามธรรมชาติ เดิมของจิต ถ้าปล่อยกายออกจากจิตเราได้จิตก็ว่างจากกิเลส ต้นเหตุของทุกข์คือ ขันธ์ ๕ ร่างกายนี้ อย่าเอามาเป็นของจิตใจเราที่เคยบริสุทธิ์ ผ่องใสมาก่อน ทำจิตให้เหมือนกับว่ามาอาศัยอยู่บ้านขันธ์ ๕ นี้ ชั่วคราวขันธ์ ๕ กายนี้พังเมื่อไรจิตเราจะดีใจเพื่อจะได้ไปกราบไหว้พระพุทธเจ้าที่พระนิพพานอย่างแท้จริง

การบำเพ็ญ ตราบใดที่จิตยังไม่ถึงความบริสุทธิ์แท้ ยากจะพ้นอารมณ์ปุถุชน เพียรกระทำให้สำเร็จเร็วไว พิจารณาตามจะดีมาก ฌานสมาบัติทุกคนมีได้แต่อย่ายึดติด ฌานไหนก็ตามก็ช่างมัน ก็มุ่งพระนิพพาน ทำเพื่อพระนิพพานอย่างเดียวก็พอแค่นี้เอง

ทุกข์ใดหรือจะเท่าทุกข์ในร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ไม่มีเพราะว่ามีร่างกายจึงมี มานะ โทสะ โลภ หลงรัก ตาม ๆ กันมา ก็เพราะมีร่างกายขันธ์ ๕ นี้ ถ้าหากว่าเราไม่มีร่างกายหรือขันธ์ ๕ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน สังโยชน์ ๑๐ คือ ให้รู้ซึ้งว่าร่างกายเป็นภาระอันหนักเป็นทุกข์ เป็นโทษ แตกสลายตัวไม่ใช่ของจิตเราเท่านั้นเอง ไม่ยากไม่ง่าย เพียรพยายามปรารภความจริงไว้ในจิตเสมออย่างนี้ เป็นอิทธิบาทธรรมจะปรารถนาพุทธภูมิ หรือสาวกภูมิก็สำเร็จ