พระพุทธโอวาท โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

เต้อ

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 178
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
    • ดูรายละเอียด
พระพุทธโอวาท โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๙ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา มาทรงประทับยืนให้เห็นมีฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ ผ่องใส แล้วสมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า สัมพเกสีเอ๋ย เธอจวนจะเสร็จกิจในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว กิจอื่นของเธอไม่มีอยู่แล้ว มันยังเหลืออยู่นิดหน่อย ในระหว่างนี้จงพิจารณาความตายให้มาก อย่าสนใจกับกายของเรา อย่าสนใจกับกายของบุคคลอื่น อย่าสนใจกับวัตถุใด ๆ เราตายแล้วเรานำไปไม่ได้ เธอจงพิจารณาขันธ์ ๕ ให้ละเอียด อย่าข้ามแม้แต่จุดเล็ก ว่ารูปก็ดี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ดี มีอะไรบ้างที่เป็นของเรา วางภาระมันเสียให้หมด อย่ากำหนดว่ามันเป็นของเรา เป็นของเรา

ท่านมหากัจจายนะมาบอกว่า การทำจิตพิจารณาขันธ์ ๕ ละเอียดนั้น ได้แก่การเข้าสมาธิให้ถึงที่สุดแล้วพิจารณาขันธ์ ถ้าจิตมันเกิดมีอารมณ์ฟุ้งซ่านในระหว่างพิจารณา ให้วางภาระในการพิจารณาเสีย จิตจับสมาธิตามเดิม ให้จิตมีอารมณ์ทรงตัว ให้มันทรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทรงได้ จิตใจผ่องใส มีจิตเป็นเอกัคตา คือ มีอารมณ์เฉยเป็นหนึ่ง แล้วก็จับจิตถอยลงมาอีกนิดหนึ่ง ใช้อารมณ์คิดพิจารณาขันธ์ ๕ ให้ทำถอยหน้าถอยหลังไปอย่างนี้ ไม่ช้าจะจบกิจพระพุทธศาสนา เวลานี้กำลังใจของเธอเหลืออีกนิดเดียว คือ เยื่อใยที่มีความสำคัญมาก นั่น ได้แก่ อวิชชา คือ ฉันทะกับราคะ ฉันทะ จงอย่าพอใจในมนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลก ราคะ จงใช้ปัญญาพิจารณาว่า มนุษย์โลก เทวโลก และพรหมโลก ไม่มีอะไรสวย ไม่มีอะไรดี มันเป็นที่ขังของความทุกข์

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๖ วันนี้ตอนเช้า องค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่าอีก ๓ วัน อย่างช้าจะได้อนาคามี พระพุทธองค์ท่านมีพระพุทธโอวาทนี้ เคยให้ไว้ก่อนว่าการบรรลุนั้นใครกำหนดแน่นอนไม่ได้ สุดแล้วแต่การปฏิบัติ วันนี้ได้ไปที่เมรุอีก เดินจงกรมแล้วทำจิตใจวิปัสสนา วันนั้นปรากฏว่าฝนตกหนัก กลับมากุฏิ จิตสบายมาก อากาศมันเย็น เกิดความชุ่มฉ่ำทั้งร่างกาย ทำให้จิตเป็นปกติ เมื่อจิตสบายมากสมาธิทรงตัว ท่านเล่าว่ากลับมากุฏิแล้วเข้าอภิญญาผลสมาบัติ ได้เห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์มาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านประทานโอวาทว่า ขณะนี้เธอถึงอนาคามีผลแล้วตั้งแต่เวลา ๑๙.๓๐ น. เป็นอันว่าในช่วงที่ท่านเดินจงกรมอยู่นั่นเอง อารมณ์ก็เข้าถึงอนาคามีผล

วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๐๖ วันนี้ตอนเช้าเข้าอภิญญาสมาบัติหนัก ได้ผลเป็นพิเศษ เวลาค่ำเมื่อเอนตัวนอนเจริญวิปัสสนาต่อ ได้พบพระใหญ่ คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่องค์ท่านใหญ่มาก เห็นจะเป็นพระพุทธกัสสป ท่านสังเกตว่า ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระวรกายก็ใหญ่ แต่เวลาพระพุทธกัสสปเสด็จท่านรู้สึกว่าใหญ่กว่ามาก ท่านทรงยิ้ม ตอนนี้หลวงพ่อท่านนั่งเจริญสมาบัติ สังเกตว่าท่านทำทั้งนั่ง ทั้งนอน ทั้งยืน ทั้งเดินจงกรมก็เอา จงกรมมากเมื่อยขาก็ยืนเฉย ๆ บ้าง นอนบ้าง นั่งบ้าง ว่าดะ อิริยาบถสี่ไม่คลาด จิตทรงสมาบัติตลอดวัน ท่านมีไม้ติดหินหลายอัน คือ ไม้ติดอยู่ที่หินหลายอัน แล้วพระใหญ่มาถึงท่านก็หยิบไม้ไปเกือบหมด เหลืออยู่อันเดียว ท่านจึงได้กราบทูลถามพระใหญ่ท่านว่า ทำไมไม่เอาไปให้หมดขอรับ พระใหญ่ท่านก็บอกว่า อวิชชายังไม่เอาไป จะทิ้งไว้ที่นี่ก่อน มันยังหนา มันยังหนัก ยังไม่เกลี้ยงไม่เกลา ยังไม่สะอาด อวิชชานี่ฉันยังไม่เอาไป จะทิ้งไว้ที่นี่ จะเอาไปเมื่อถึงเวลาสมควร

เช้าวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๐๖ วันนี้แจ่มใสมาก เริ่มตั้งแต่เวลา ๙ น. เข้าพระกรรมฐานธรรมดาจนถึงที่สุด แล้วก็ยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์ เข้าอภิญญาผลสมาบัติพบพระโมคคัลลานะ แล้วก็ท่านมหากัจจายนะ ท่านอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาทั้งสอง แล้วก็พบหลวงพ่อปาน ต่อมาก็พบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงให้โอวาทว่า จิตของเธอเหลืออวิชชาเท่านั้น นอกนั้นผ่องใสบริสุทธิ์แล้ว ระหว่างนี้เป็นโคตรภูของอรหัตมรรค

พระองค์ตรัสว่าให้พิจารณาว่า ทุกสิ่งไม่มีอะไรเป็นของจริง เป็นของสมมติทั้งหมด ไม่มีอะไรแน่นอน ย่อมสลายตัวไปหมด ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ต้องพลัดพรากจากกันหมด ฟังแล้วคิดดูว่าร่างกายของเราเป็นนาย ก. นาย ข. ชื่อของเราก็นาย ก. นาย ข. มันก็สมมุติ ร่างกายของเราเป็นชายเป็นหญิงเราก็สมมุติมันมา ร่างกายมันทรงขึ้นมาแล้วมันก็พัง ไม่มีอะไรเหลือ สลายตัวหมด แล้วทุกสิ่งร่างกายของเราก็ดี ร่างกายของบุคคลอื่นก็ดี ทรัพย์สินทั้งหลายในโลกก็ดี มันไม่ใช่ที่พึ่งของเรา ในที่สุดเราคือจิต ก็ต้องพลัดพราก จากมันไป

แล้วท่านโมคคัลลานะ ก็อธิบายว่า ให้วิจัยถึงเหตุ เมื่อเห็นของที่เป็นรูป ให้วิจัยว่ารูปนั้นมาจากอะไร รูปตัวนี้มันมาจากอะไร รูปที่มีชีวิตมันมาจากธาตุสี่ ธาตุสี่มันทำอย่างไรมันถึงจะเกิด เรามานั่งนึกว่าธาตุ ๔ นี่มันทรงตัวไหม มันทรงตัว มันเป็นนิจจังหรืออนิจจัง เป็นทุกขังหรือเปล่า ถ้าเราไปยุ่งกับมัน ร่างกายเป็นธาตุ ๔ สำหรับเรา แล้วมันก็อนัตตา ธาตุ ๔ มันสะอาดหรือสกปรก ท่านบอกว่า คน คนมาจากอะไร แล้วมันเป็นคนอยู่ตลอดไปไหม ธาตุ ๔ มันทรงตัวตลอดไปไหม คนมาจากอะไร คนมาจากคน แล้วคนที่เกิดเป็นคนมาได้ก็มาจาก กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม มันมาจากความชั่ว การที่จะเกิดเป็นคนได้เพราะอาศัยเราคบความชั่ว กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมจึงมาเกิดเป็นคน แล้วอยากจะไปสนใจกับความเป็นคนต่อไปเพื่อประโยชน์อะไร ทำลายความชั่วมันเสียซิ ท่านบอกว่า บ้านเรือนโรงมาจากอะไร ท่านบอกว่าบ้านเรือนโรงมาจากวัตถุธาตุ เป็นชิ้นเป็นอันมาประกอบกันเข้าเป็นบ้านเรือนโรง คนก็เหมือนกัน มาจากอาการ ๓๒ ธาตุ ๔ นี่ก็เหมือนกัน มันก็มาจากส่วนหนึ่งที่ผสมกัน แล้วก็พิจารณาหาสภาพความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่มันไม่มีอะไรทรงตัว มันแตกสลายหมด

พระโมคคัลลานะท่านบอกว่า จงพิจารณาให้เห็น เมื่อเห็นของที่เป็นรูป ให้วิจัยว่ารูปนั้นมาจากอะไร คนมาจากอะไร บ้านเรือนโรงมาจากอะไร แล้วพิจารณาหาสภาพของความเป็นจริงว่ามันต้องแตกสลายหมด แล้วว่าพระอรหันตผล จะมาก่อนเวลาที่คิดไว้ พอฟังขึ้นมาก็ครึ้ม ๆ พอครึ้มปั๊บก็เข้าใจทันทีว่า เอ๊ะ นี่เราบ้าแล้วหรือ เราได้แล้วหรือนี่ ท่านว่า ไอ้เจ้าเม่งเอ๋ย ท่านด่าตัวเอง เอ็งฟังแต่คำพูด เอ็งคิดว่าเอ็งเป็นพระอรหัตผลแล้วหรือ เอ็งนี้มันเลวจัด เจ้าเม่งจงรู้จักตัวว่าเอ็งนี่มีสภาพเพียงกิ้งก่าเท่านั้น จงอย่าทะเยอทะยานคิดว่าเจ้าเป็นช้างสารที่เข้าสู่สงคราม เจ้ายังมีอารมณ์หวั่นไหว คือ เจ้ายังแพ้อำนาจของอวิชชาอยู่ สมเด็จพระบรมครูทรงบอกเอง เจ้าจำได้ไหมเจ้าเม่ง ถ้าจำไม่ได้จงฟังข้า ข้าพูดให้เอ็งฟังว่าเจ้ายังแพ้อำนาจของอวิชชาอยู่ ถ้าเอ็งอยากเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูห้ำหั่นอวิชชาให้แหลกไป หรือ ความเป็นพระอนาคามีก็พร้อมแล้ว แค่นี้พร้อม ตอนนี้สู้ยันตาย เอาให้หนัก สู้มานาน

พอคิดเท่านี้ฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการปรากฏ เป็นองค์สมเด็จพระบรมสุคต มาไวมาก ทีแรกแต่ก่อนเห็นฉัพพรรณรังสี ประเดี๋ยวหนึ่งพระองค์ก็ปรากฏ นี่เห็นแสงนิดหนึ่ง พระองค์ก็ปรากฏทันทีบอกว่า สัมพเกสีเอ๋ย ลูกผลข้างหน้าได้แน่ ตัดสินใจอย่างนั้นไม่ถูกนะลูกนะ ห้าวหาญเกินไป เร่งรัดเกินไป ผลจะยับยั้งอยู่แค่นี้ เจ้าจะไม่ได้อรหัตผลแล้วกันเราจะบ้าเอาจริง ๆ เสียหน่อย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยับยั้ง ต้องเชื่อ พระองค์พูดอะไรมาทั้งหมดต้องเชื่อทุกอย่าง ก็กราบถวายนมัสการขอประทานอภัย

ตอนหัวค่ำทำได้เล็กน้อยก็ต้องนอนเพราะเพลียจัด เมื่อนอนก็เห็นพระ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จก็หายเพลีย อารมณ์หายไปหมด ทำกิจต่อไปจนถึงตีหนึ่ง ไม่ต้องนอนกันเลย มาถึงตีหนึ่งทำต่อไปอีก คือ เวลาตีหนึ่งอารมณ์ตก คืออารมณ์จิตถอนจากฌาน ลืมตาดูนาฬิกา ตีหนึ่งแล้วหรือนี่ กว่าจะถึงเช้าอีกไม่เท่าไรแล้วนี่ รวบรวมกำลังใจใหม่เข้าอภิญญาผลสมาบัติ วันนั้นทั้งวันเป็นอันว่าไม่ต้องเลิกกัน ท่านยอมตายแล้ว ตอนนี้จะตายก็ให้มันตายไป ในเมื่อวันทั้งวันมันไม่ได้หยุด จิตมันเป็นสุข กลางคืนพอจะพักเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียอีก แล้วสบายใจ อิ่มเอิบใจ ทำถึงตีหนึ่ง จิตตก ๆ ลืมตา จิตตก คือ จิตจะต้องพัก เมื่อเห็นว่าทำมาถึงนี่ได้ต้องทำสว่างได้ ตัดสินใจเข้าอภิญญาสมาผลสมาบัติ ทำจิตยกจิตปั๊บ นู่นไปปร๋ออยู่ที่นิพพาน ปล่อยให้ร่างกายมันหลับไปตามสบาย มองดูขันธ์ ๕ เอ๋ยเจ้าจงหลับไปตามสบาย ถ้าเองเพลียมาก เอ็งจะตาย เอ็งจะพังก็เชิญ ถ้าเธอพังเมื่อไร ฉันจะอยู่บนนี้ ฉันจะไม่ลงไป ถ้าตอนเช้าเธอยังไม่พัง ฉันจะลงไปทำกิจอื่นคือ หาอาหารมาเลี้ยงเธอ เธอกับฉันมันคนละคนเสียแล้วนะจ๊ะ ฉันอาศัยเธอชั่วคราวเท่านั้น ต่อแต่นี้ไปเธอกับฉันตัดญาติขาดมิตรกัน เธอยังมีลมปราณอยู่เพียงใด ฉันก็ยังทะนุถนอมเธอตามกำลังเพื่อใช้เป็นประโยชน์ เมื่อเธอสิ้นลมปราณเมื่อไร ฉันจะมาอยู่ที่ตรงนี้นะจ๊ะ ที่นี้เขาเรียกกันว่านิพพาน

พอเช้ามืดลงมา เมื่อลงมาแล้วร่างกายก็ตื่นขึ้น ใจลงมาก็ตื่นขึ้นเห็นพื้นชั้นบนเป็นดาดฟ้าสูง ตอนนั้นท่านไปจุดหนึ่งในแดนนิพพาน เป็นพื้นชั้นบนเป็นดาดฟ้าสูง เป็นวิมานที่อยู่ของท่าน วิมานนี่ไปได้ วิมานของท่านมี ท่านไปที่วิมานของท่าน เข้าไปได้แต่สีแจ่มใสไม่เต็มที่ แต่เข้าไปได้ ท่านว่าเห็นดาดฟ้าสูง เราขึ้นไม่ถึง เห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืน มาข้างล่างเห็นพระพักตร์ของท่าน ๆ บอกว่า ไม่เป็นไรฉันจะช่วย ท่านจะช่วยเอง คนอื่นไม่มีสิทธิ์จะช่วย ตอนนั้นท่านพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ท่านมหากัจจายนะ พระอนุรุทธ์ แล้วก็ท่านอาจารย์ใหญ่ บอกว่าฉันจะช่วย ๆ แต่สมเด็จท่านประทับยืนข้างบน พระพุทธองค์ตรัสว่า องค์นี้มาจากพุทธวิสัย ต้องฉันช่วยเองคนอื่นช่วยไม่ได้ แล้วท่านก็แบมือออก แล้วหยิบยาชนิดหนึ่งให้ฉัน ท่านรับมาฉัน แต่ว่าบ้วนมาเสียก้อนหนึ่ง แล้วคืนเขาไปเสียบ้าง เสร็จแล้วมารู้สึกตัวว่าขึ้นไปอยู่ชั้นบนได้ แต่ว่าขึ้นไปอยู่ด้านนอก มีฝาโปร่งกั้น แลเห็นพระสงฆ์ทั้งหลายเยอะ และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในนั้น ขณะนั้นท่านแปล่งอุทานว่า สุขัง สุขัง สุปฏิฐิตัง และจะเข้าไปในห้องที่กั้นนั้น เห็นท่านพระสารีบุตรยืนอยู่หน้าประตู ท่านบอกว่ายังเข้าไม่ได้ ถามท่านว่าที่กระผมยืนอยู่ตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นเขตของอรหัตมรรค ในห้องนั้นเป็นเขตของอรหัตผล กราบเรียนถามท่านว่าเมื่อไรจะเข้าได้ขอรับ ท่านบอกว่า เห็นจะเป็นวันแรม 1 ค่ำกระมัง

แล้วเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็พระอริยสงฆ์หลายรูปถือสายสิญจน์ สลับกัน นั่งอยู่ข้างหน้า ท่านสวดว่า โคตมเกหิ อย่านี้เป็นต้นในบทวิรูปักเข ฟังท่านแล้วก็ถามท่านว่า การสวดจะมีผลอย่างไร ท่านบอกว่า การสวดจะได้ให้คนเขาเมตตาเรา ท่านถามท่านพระสารีบุตรว่าจะเอาไปใช้อะไร ใช้อะไรได้บ้าง เสกอะไรก็ได้ อธิษฐานให้คนมีเมตตากัน ให้มีความรักกัน จะมีประโยชน์ให้โลกสันติสุขยิ่งขึ้น มีแต่ความสุข ถ้าคนรักกันทั้งหมดแล้ว โลกมันก็มีความสุข

จึงทูลถามต่อว่า เมื่อไรกระผมจะเสร็จกิจเสียทีขอรับ นี่เอาเรื่อยนะ พระสารีบุตรบอกว่าวันแรมเก้าค่ำจะได้เสร็จกิจ ท่านคงขี้เกียจกระมัง ถามบ่อย ๆไม่จำเสียที ท่านก็สงสัยเรื่อย ท่านบอกว่าคำภาวนาท่านอาจารย์ใหญ่ให้ใช้ นิพพานสุขัง ท่านบอกว่าคำภาวนานี่ควรใช้ นิพพานสุขัง หรือว่าถ้าจะเปล่งอุทานว่า สุขัง สุขัง สุปฏิฐิตัง เป็นคำอุทานที่เปล่งออกมาได้โดยไม่ได้นึก ยามปกติให้ภาวนาว่า นิพพานสุขัง ให้เป็นอารมณ์ จิตพยายามนึกตัดอารมณ์อย่างอื่น พอจบแล้วก็ต่อสู้กับอวิชชา หลวงพ่อเห็นจิตของท่านรู้สึกว่าอวิชชาเบาไปไม่แข็งแรง ดูใจวันนี้คือดูจิตของท่านเองว่าวันนี้เหลือจุดมัวอยู่นิดเดียว นอกนั้นมีรัศมีหมดแล้ว เหลือจุดมัวอยู่หนึ่งบาง ๆ ท่านบอกว่าดีใจจริง ๆ นอนไม่หลับตลอดคืน

ในระหว่างนั้นเห็นชาวบ้านวิ่งกันไปวิ่งกันมา วิ่งทวนฝนน้ำเชี่ยว มันเป็นภาพนิมิต ชาวบ้านวิ่งทวนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ท่านมองเห็นผู้หญิงแก่ทำท่าจะตาย บอกแกว่าโยมอย่าวิ่งทวนกระแสน้ำสิ มันลำบาก วิ่งตามน้ำสบาย แกก็ไม่ยอมเชื่อ แกก็ทวนกระแสน้ำกันไป ท่านว่าเรานึกว่าภาพที่เห็นนี้คือภาพของบุคคลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ จะตักเตือนสั่งสอนอย่างไรก็ไม่รู้จักเอา แล้วท่านก็เข้าอภิญญาผลสมาบัติ ตอนนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า นี่เธอหลังจากนี้ไปจงเข้าอภิญญาผลสมาบัติทุก ๆ วันนะ จะให้ผลแก่บรรดาประชาชนในปัจจุบันนี้ ในฐานะที่เรามีชีวิตอยู่ เพราะอาศัยชาวบ้านเลี้ยง วัดวาอารามที่เราอยู่ ผ้าผ่อนท่อนสไบที่เราใช้ ร่างกายที่เราใช้ อาหารที่เรากิน ยารักษาโรค เราอาศัยชาวบ้าน จงใช้อภิญญาผลสมาบัติเป็นปกติ ชาวบ้านที่เขาทำบุญด้วยจะมีผลตอบแทนในปัจจุบัน แล้วก็มีผลมากท่านบอกว่า ท่านน้อมรับคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความปลื้มใจ

วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๖ เวลา ๒.๔๕ น. ตื่นจากหลับ เจริญสมถะธรรมไปถึงตีสี่ พระมา คำว่าพระ ก็หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาแจ้งว่าเราเจริญธรรมให้แจ้ง ถึงไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่เกลียด ไม่โกรธ ไม่ขัดเคือง ในฐานะที่ขัดเคืองอย่างนี้ ชื่อได้ว่าอริยผลบริบูรณ์แล้ว เจ้าเป็นพระขีณาสพตั้งแต่เวลา ๔ น. วันนี้ (กลางเดือนเก้าพอดี)

เมื่อได้รับพุทธยากรณ์ว่าตี ๔ หมายความว่าเวลานั้นเอง ตัดความเป็นอรหัตผลได้ตรงนั้นพอจิตเข้าถึงอรหัตผล พระพุทธเจ้าก็เสด็จรับรองทันทีนั่นเอง

วันที่ ๖ สิงหาคม ตอนเช้าติดสงสัยในตน เพราะเรื่องความเป็นพระขีณาสพ ตอนนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเสด็จถึงพอดี จึงตรัสให้โอวาทว่า สัมพเกสี ขึ้นชื่อว่าพระขีณาสพท่านยังรำพึง พระขีณาสพมีอารมณ์ มีอารมณ์ที่กระทบจิต มีอารมณ์ที่ขัดข้องทุกอย่าง แต่ระงับเสียได้ทันท่วงที นี่หมายความว่า พระอรหันต์นี่ยังมีการรำพึง มีอารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต เขาด่ารู้เขาด่า เขาชมรู้เขาชม แต่อารมณ์กระทบประเภทนี้ เมื่อกระทบแล้วตัดทันที นี่อารมณ์พระขีณาสพเป็นอย่างนี้ ท่านว่าอย่างนั้น พระขีณาสพไม่ใช่เสาที่ปักเฉย ๆ ที่เรียกว่าพระขีณาสพ ก็เพราะว่า ตัดอารมณ์ที่ขัดข้องได้ทันท่วงที


ที่มา : หนังสือ ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี