เชื่อหรือไม่!!?? "หลวงปู่ขาว" เกือบเป็น "ฆาตกร" เพราะไปเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า!

เต้อ

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 178
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
    • ดูรายละเอียด


หลวงปู่ขาว อนาลโย

ท่านมีรูปร่างผอมบาง มีรอยยิ้มให้กับญาติโยมเสมอ  ไม่ว่าญาติโยมจะเดินทางมาจากไหน ท่านจะต้อนรับด้วยรอยยิ้มและให้โอวาทง่ายๆ  แม้ในช่วงที่หลวงปู่ขาวอาพาธจนแทบจะนั่งไม่ได้ แต่พอเห็นชาวบ้านที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกลๆ หอบลูกหลานมากราบที่หน้ากุฏิ ท่านก็อุตส่าห์ให้พระภิกษุผู้ดูแลประคองท่านออกมานั่งด้านหน้าเพื่อให้คนเหล่านั้นเข้ากราบคารวะเป็นสิริมงคล  บางคนที่ใจกล้าหน่อยก็จะขอชายจีวรของท่าน ซึ่งแม้ท่านจะทำหน้าเคร่งเครียด ปากให้โอวาท แต่แววตากลับส่องประกายยิ้ม  หลังจากให้โอวาทเรียบร้อยก็ปล่อยให้เลาะเล็มชายจีวรไปเล็กน้อย  ใครได้ชายจีวรแล้วก็นำไปแบ่งปันกับกลุ่มที่มาด้วยกันถ้วนหน้า  บางคนก็นำเอาชานหมากของท่านมาผสมรวมเข้ากับชายจีวร แล้วนำไปอัดกรอบพลาสติกใส่สร้อยคอ

เห็นหลวงปู่ขาวยิ้มแจ่มใสเป็นนิจ ดูเป็นพระภิกษุชราที่ใจดี เปี่ยมล้นไปด้วยกระแสเมตตาต่อสรรพชีวิต ใครจะคิดว่า  โฉมหน้าที่แท้จริงของท่านก่อนจะครองผ้าเหลืองนั้นเป็นคนเจ้าโทสะ โมโหง่าย แต่หายไว  แม้จะโกรธก็ไม่ได้เก็บมาคิดอาฆาต  แต่ก็หวุดหวิดจะเข้าคุกเข้าตะรางในฐานะฆาตกรมาแล้ว

หลวงปู่ขาวเดิมชื่อ “ขาว โคระถา” เป็นชาวอำนาจเจริญ มีอาชีพทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หมดหน้านาก็ต้อนฝูงสัตว์ไปขาย  นายขาวก็เช่นเดียวกับคนหนุ่มในหมู่บ้านที่พอโตเป็นหนุ่มก็แต่งงานมีครอบครัว  วันๆ ชีวิตยุ่งอยู่แต่การทำมาหากิน เลี้ยงดูภรรยาและลูก ๒ คน  แต่ก็เข้าวัดฟังธรรมตามกาล  พอพ้นหน้านาก็ต้อนวัวควายไปขายต่างถิ่น  การเดินทางสมัยก่อนนั้นลำบาก เสี่ยงต่อไข้ป่า โจรปล้น  แต่ละครั้งที่ไปค้าขายก็นานหลายวัน บางครั้งก็หลายสัปดาห์

กระทั่งวันหนึ่ง นายขาวได้ต้อนฝูงสัตว์เดินทางไปค้าขายต่างเมือง  แต่ไปคราวนี้หายไปนานจนลูกเมียรู้สึกผิดสังเกต ไม่มีข่าวคราวติดต่อกลับมา จนคนทางบ้านต่างก็คิดว่านายขาวตายแล้ว  บรรดาญาติพี่น้องพากันเศร้าโศก เพราะนายขาวเป็นคนดี  แต่ทว่าครอบครัวจะขาดผู้นำไม่ได้ ภรรยาของนายขาวจึงแต่งงานใหม่ และสามีคนใหม่ก็กินอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิง

ด้านนายขาว หลังจากค้าขายเสร็จเรียบร้อยก็รีบเดินทางกลับบ้าน โดยหารู้ไม่ว่า ภรรยาของตนได้แต่งงานอยู่กินกับสามีใหม่เสียแล้ว  ทันทีที่นายขาวขึ้นเรือนไปหาภรรยาอันเป็นที่รักก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ภรรยาของตนอยู่กับชายอื่นในห้องหอของตนเอง  ชั่ววูบแห่งความโกรธนั้นก็พลันเกิด “จิตสังหาร” หมายจะฆ่าคนทั้งสองให้ตายตกไปตามกัน

แต่ ณ วินาทีนั้นเช่นกัน กุศลจิตก็เกิดพุทธปัญญาขึ้นทันทีว่า  การตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการฆ่าย่อมก่อเกิดกรรมอันต่อเนื่องไม่รู้จบ และตัวเองก็จะต้องลงเอยด้วยคุกตะราง

ตรงนี้เองเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิตที่พลิกผัน เปรียบเสมือนแสงตะวันที่ขับไล่ความมืดมิดจากใจให้เห็นทางเดินจากโลกสังสารวัฏสู่ประตูแห่งนิพพาน

นายขาวที่ยืนมองคนทั้งสองพลันสลดสังเวชในวิถีชีวิตฆราวาส และเกิดปัญญาตามมาว่า  ต่อให้ทำมาหากินมากขนาดไหน ตายไปก็เอาติดตัวไปไม่ได้ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้  มีสิ่งเดียวที่เอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้จนกว่าจะเข้านิพพานคือ “ธรรมะ”

ใครๆ ก็คิดในทางที่ดีได้ แต่ทำยาก  ทว่านายขาวที่อารมณ์พลุ่งพล่านในขณะนั้นได้ทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งคือ ละจิตสังหาร ยกภรรยาให้คนอื่น สละทิ้งซึ่งทรัพย์สินทั้งปวง อโหสิกรรมให้กับทุกคน แล้วตระเตรียมกายใจเพื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ในที่สุดเมื่ออายุ ๓๑ ปี โดยมีฉายาว่า “ขาว อนาลโย”

พระนวกะขาวได้ประกาศลั่นแก่ตนเองว่า

“เราอยากได้แก่นแท้  เราไม่ต้องการกระพี้หรือเปลือก  ถ้าเป็นเนื้อก็อยากกินเนื้อล่ำหัวใจ ไม่อยากจะกินเนื้อที่ติดพังผืด”


เรียบเรียงโดย เธียรนันท์ จากหนังสือ วินาทีบรรลุธรรม อรหันต์มีจริง1

http://panyayan.tnews.co.th/contents/198559/