เมตตาพลานุภาพ ! "หลวงปู่ขาว" เทศน์สยบช้างใหญ่ ! ไพเราะจับใจ...ช้างฟังยังเคลิ้ม !

เต้อ

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 178
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
    • ดูรายละเอียด
คืนวันหนึ่งในพรรษา "หลวงปู่ขาว อนาลโย" กำลังนั่งภาวนาอยู่ในกุฏิเล็ก ๆ  ขณะนั้นมี "ช้างใหญ่" ตัวหนึ่งเดินต้วมเตี้ยมเข้ามาในบริเวณด้านหลังกุฏิและตรงเข้ามาหาท่าน  เผอิญว่าด้านหลังกุฏินั้นมีก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งบังอยู่ ช้างจึงไม่สามารถเข้ามาถึงตัวท่านได้

เมื่อช้างใหญ่ตัวนั้นเข้ามาถึงหินก้อนนั้นแล้วก็เอางวงสอดเข้ามาในกุฏิจนถึงกลดและมุ้งบนศีรษะของหลวงปู่ขาวที่กำลังนั่งภาวนาอยู่  เสียงสูดลมหายใจดมกลิ่นดังฟูดฟาด ๆ จนกลดและมุ้งไหวไกวไปมา เย็นไปถึงศีรษะของท่าน

หลวงปู่ขาวไม่มีที่พึ่งที่อาศัยจึงนั่งบริกรรม "พุทโธ" อย่างฝากจิตฝากใจฝากเป็นฝากตายไว้กับ "พุทโธ" จริง ๆ

เป็นเวลาสองชั่วโมงเศษ ๆ ที่ช้างใหญ่ตัวนั้นยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่ยอมหนีไปไหน ราวกับจะคอยตะครุบหลวงปู่ขาวให้แหลก  นาน ๆ ถึงจะได้ยินเสียงลมหายใจและสูดกลิ่นท่านอยู่นอกมุ้งสักครั้งหนึ่ง แล้วก็เงียบไป

และแล้วช้างใหญ่ตัวนั้นก็เดินไปทางด้านตะวันตกของกุฏิ แล้วเอางวงล้วงเข้าไปในตะกร้ามะขามเปรี้ยวข้างต้นไม้ออกมากิน เสียงเคี้ยวดังกร้วม ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

หลวงปู่ขาวนึกในใจว่า  มะขามสำหรับขัดฝาบาตรของท่านคงจะเกลี้ยงไม่มีเหลือแน่นอน  และถ้ามันกินมะขามเปรี้ยวในตะกร้าหมดแล้วก็ต้องเดินเข้ามาในกุฏิ  คราวนี้จะต้องเข้าถึงตัวและบดขยี้ท่านให้แหลกไปอย่างแน่นอน !

ในที่สุด หลวงปู่ขาวจึงคิดว่า  ท่านควรจะออกไปพูดกับมันให้รู้เรื่อง เพราะสัตว์พรรค์นี้มันรู้ภาษาคนได้ดี เนื่องจากมันเคยอยู่กับคนมานาน  หากท่านพูดกับมันด้วยดีให้รู้เรื่องแล้ว มันคงจะฟังเสียงท่านและไม่ดื้อบุกเข้ามา  แต่ถ้ามันทะลึ่งพรวดพราดเข้ามาจะฆ่าเราก็ยอมตายเสียเท่านั้น หนีไม่พ้นแน่นอน เพราะเป็นเวลาค่ำคืน มองไม่เห็นหนทางอะไรเลย

เมื่อตัดสินใจแล้ว หลวงปู่ขาวก็ออกจากกุฏิมายืนแอบอยู่ที่โคนต้นไม้หน้ากุฏิแล้วพูดกับมันว่า

"พี่ชาย...น้องขอพูดด้วยสักคำสองคำ...ขอพี่ชายจงฟังคำของน้อง"

พอได้ยินเสียงหลวงปู่ขาวพูดขึ้นเท่านั้น มันก็หยุดนิ่งเงียบราวกับไม่มีชีวิตจิตใจ  จากนั้นท่านจึงเริ่มกล่าวกับมันว่า

"พี่ชายเป็นสัตว์ของมนุษย์ที่นำมาเลี้ยงไว้เป็นเวลานานจนเป็นสัตว์บ้าน  ความรู้สึกทุกอย่างตลอดจนภาษามนุษย์ที่เขาพูดกันและพร่ำสอนพี่ชายตลอดมานั้น พี่ชายรู้ได้ดีทุกอย่างยิ่งกว่ามนุษย์บางคนเสียอีก  ดังนั้น พี่ชายควรจะรู้ขนบธรรมเนียมและข้อบังคับของมนุษย์ ไม่ควรทำอะไรตามใจชอบ  เพราะการกระทำบางอย่างแม้จะถูกใจเรา แต่เป็นการขัดใจมนุษย์ ก็ย่อมไม่ใช่ของดี  เมื่อขัดใจมนุษย์แล้ว เขาอาจจะทำอันตรายเราได้...ดีไม่ดีอาจถึงตายก็ได้...เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ฉลาดแหลมคมกว่าบรรดาสัตว์ที่อยู่ร่วมโลกกัน สัตว์ทั้งหลายจึงกลัวมนุษย์มากกว่าสัตว์ด้วยกัน

ตัวพี่ชายเองก็อยู่ในบังคับของมนุษย์จึงควรเคารพมนุษย์ผู้ฉลาดกว่าเรา  ถ้าดื้อดึงต่อเขา อย่างน้อยเขาก็ตีหรือเอาขอสับลงที่ศีรษะให้ได้รับความเจ็บปวด มากกว่านั้นเขาก็ฆ่าให้ตาย

พี่ชายจงจำไว้...อย่าได้ลืมคำที่น้องสั่งสอนด้วยความเมตตาอย่างยิ่งนี้

ต่อนี้ไปพี่ชายจะรับศีลห้า  น้องเป็นพระจะให้ศีลห้าแก่พี่ชาย  จงรักษาให้ดี  เวลาตายไปจะได้ไปสู่ความสุข  อย่างต่ำก็มาเกิดเป็นมนุษย์ผู้มีบุญมีคุณธรรมในใจ  ยิ่งกว่านั้นก็ไปเกิดบนสวรรค์หรือพรหมโลกสูงขึ้นไปตามลำดับ  ดีกว่ามาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เช่น เป็นช้าง เป็นม้า ให้เขาขับขี่เฆี่ยนตีและขนไม้ขนฟืน ซึ่งเป็นความลำบากทรมาน จนตลอดวันตายก็ไม่ได้ปล่อยวางภาระหนัก ดังที่เป็นอยู่เวลานี้"

จากนั้น หลวงปู่ขาวก็ให้ศีลห้าแก่ช้างใหญ่ตัวนั้น เสร็จแล้วท่านก็กล่าวต่ออีกว่า ...

"เอาละ...น้องสั่งสอนเพียงเท่านี้...หวังว่าพี่ชายจะยินดีทำตาม

ต่อนี้ไปขอให้พี่ชายจงไปเที่ยวหาอยู่หากินตามสบาย...เป็นสุขกายสุขใจเถิด  น้องก็จะได้เริ่มบำเพ็ญภาวนาต่อไปและอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตาให้พี่ชายเป็นสุข ๆ ทุกวันเวลา ไม่ลดละ

เอ้า...พี่ชายไปได้แล้ว !"

เป็นที่น่าประหลาดใจว่า  ขณะที่หลวงปู่ขาวกำลังให้โอวาทสั่งสอนอยู่นั้น ช้างใหญ่ตัวนั้นยืนนิ่งราวกับก้อนหิน ไม่กระดุกกระดิกอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งแม้แต่น้อยเลย (เหมือนคนตั้งใจฟังเทศน์ด้วยความเคารพในธรรม)  แต่เมื่อฟังท่านเทศน์และให้ศีลให้พรเสร็จแล้ว มันจึงเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายเสียงดังปึงปัง ๆ ราวกับฟ้าดินจะถล่มไปด้วย  และพอท่านพูดว่า "พี่ชายไปได้แล้ว" เท่านั้น มันก็หมุนตัวกลับไปเลยในทันที

จะเห็นได้ว่า  หลวงปู่ขาวนั้นท่านมีอุบายแยบคาย สามารถเลือกเฟ้นถ้อยคำแปลก ๆ มาสอนสัตว์เดรัจฉานได้อย่างจับใจไพเราะ ช่างพูดช่างยอเสียจนช้างใหญ่ตัวนั้นเคลิบเคลิ้มไปด้วยคำอ่อนหวานที่มีรสซึ้งฝังอยู่ภายใน...และไม่เพียงแต่สัตว์เท่านั้นที่จะสนใจฟัง  แม้แต่มนุษย์เราเอง...ถ้าได้ฟังก็คงจะเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปด้วยเช่นกัน !


ที่มา : ประวัติ "หลวงปู่ขาว อนาลโย" วัดถ้ำกลองเพล โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

http://panyayan.tnews.co.th/