๑๘. ตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 21
  • ได้รับการอนุโมทนา: 1
  • ได้รับการอนุโมทนา: 1
    • ดูรายละเอียด
๑๘. ตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2015, 02:11:12 PM »
๑๘. ตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน


โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

               มีปริพาชกคนหนึ่งชื่อ สุภัททปริพาชก ต้องการจะเข้ามาเฝ้า เพื่อถามปัญหากับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอานนท์บอกว่า
“เวลานี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประชวรหนักอย่าเข้าไปรบกวนท่านเลย”
เวลานั้นองค์สมเด็จพระภควันต์ได้ยินเสียงพูดกันระหว่างสุภัททปริพาชกกับพระอานนท์ องค์สมเด็จพระทศพลจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ ให้เข้ามาเถอะ ที่ตถาคตต้องทรมานตนมาถึงเมืองกุสินารามหานครนี้ เพราะว่าต้องการจะโปรดลูกคนสุดท้องคนนี้ ถ้าไม่ต้องการมาโปรดลูกคนสุดท้องคนนี้ก็ไม่ต้องมา  นิพพานที่ไหนก็ได้”
เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาอนุญาตแล้ว พระอานนท์ก็ปล่อยเข้าไป เขาก็ถามปัญหา พระพุทธเจ้าก็ทรงยับยั้งบอกว่า
“เวลามีน้อย ตถาคตใกล้จะปรินิพพาน ปัญหาของท่านยับยั้งไว้ ฟังเทศน์ดีกว่า”
แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเทศนา สอนเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา โดยย่อ ท่านผู้นั้นรับฟังไปแล้วก็ปฏิบัติเพียงฉับพลันก็เป็นพระอรหันต์
เป็นอันว่าเมื่อองค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศน์แล้ว เวลานั้นเวลาเทศน์อยู่ พระอานนท์ไม่ได้นั่งใกล้อยู่กับองค์สมเด็จพระบรมครู ไปยืนเกาะสลักประตู (คือกลอน) ร้องไห้อยู่ พระพุทธเจ้าเห็นพระอานนท์หายไป จึงสั่งเรียกให้มาเฝ้าถามว่า
“อานนท์ เธอหายไปไหน ทำไมจึงร้องไห้”
พระอานนท์ก็ตอบว่า “เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้ายังเป็นเสกขะอยู่ เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ใครจะเป็นครูสอนข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นอรหันต์ได้อย่างไร”
คำว่า เสกขะ นี้แปลว่า ยังต้องศึกษา ถ้าพระอรหันต์เขาเรียกว่า พระอเสกขะ พระโสดา สกิทาคา อนาคา เรียกว่า พระเสกขะบุคคล ยังต้องศึกษาต่อไปเพื่อความเป็นพระอรหันต์
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมเทศนาที่เราสอนไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือ สิ้นเวลา ๔๕ ปี ธรรมวินัยทั้งหมดนี้จะเป็นศาสดาสอนพวกเธอทั้งหลาย หมายความว่าคำสอนใดๆ ที่ตถาคตเป็นครูที่จะปกปิดว่า สิ่งนี้รู้แต่ผู้เดียว ลูกศิษย์ไม่ควรรู้ไม่เคยมีสำหรับตถาคต ตถาคตสอนหมดแล้วทุกอย่าง”
แล้วก็ทรงพยากรณ์ต่อไป เพื่อเป็นการปลอบใจ แต่ว่าตรงตามความเป็นจริงว่า
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้ว ต่อมาพระมหากัสสปจะเป็นผู้เริ่มต้นเป็นประธานในการทำปฐมสังคายนา…”(อันนี้ความจริงพระมหากัสสป ไม่ได้เฝ้าอยู่ด้วยและก็ไม่ได้คุยกัน แต่ด้วยอำนาจพระโพธิญาณ)
“เมื่อพระมหากัสสปทำปฐมสังคายนา ก่อนหน้าจะถึงสว่าง เธอจะเป็นอรหันต์พร้อมไปด้วยปฏิสัมภิทาญาณ แล้วต่อไปพระธรรมเทศนาของเธอนี้ไซร้จะเป็นที่ไม่อิ่มไม่เบื่อสำหรับผู้ฟัง บุคคลใดถ้าฟังเทศน์ของเธอแล้ว เขาจะไม่อยากให้เธอจบ อยากจะฟังเทศน์ให้อิ่มเพราะมันไม่พอกับความต้องการ”

               พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า
               “อานันทะ ดูก่อน อานนท์ วาจาที่เราสอนคนและพระนี่มากมายเหลือเกินใช้เวลา ๔๕ ปี สำนวนแห่งพระสัทธรรมนี้ก็มีมาก แต่ว่าจะสรุปรวมคำสอนทั้งหมดชั่ว ๔๕ ปีนี้ จะรวมได้โดยย่อในคำนี้ว่า

               “อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ” ซึ่งแปลว่า ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม”
               หมายความว่าบุคคลที่ต้องการดี ต้องการมีความสุข ต้องการสวรรค์ ต้องการพรหม ต้องการนิพพาน ต้องเป็นคนที่ไม่ประมาทในด้านทำความดี และไม่ประมาทในการระมัดระวังความชั่ว
ความประสงค์ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่สอนมาทั้งหมดท่านบอกว่า ความไม่ประมาทเป็นธรรมะที่ใหญ่ที่สุด เหมือนกับรอยเท้าช้าง คือสัตว์ในป่าทั้งหมด ถ้าช้างไม่เหยียบรอยลงตรงไหน สัตว์ทุกตัวถ้าเหยียบรอยลงไป ก็ยังอยู่ในอุ้งของรอยเท้าช้างหมด รอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าใหญ่
ข้อนี้ฉันใด ถ้าบุคคลใดไม่ประมาทในด้านการกระทำความดี แล้วก็ไม่ประมาทในการป้องกันความชั่ว บุคคลประเภทนั้นทั้งหมดก็ดีด้วยกันทั้งหมด

               หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระบรมสุคตก็บอกว่า                “อานันทะ ดูก่อน อานนท์ เวลานี้เป็นวาระที่ตถาคตใกล้จะปรินิพพาน”
               แล้วองค์สมเด็จพระพิชิตมารไม่ตรัสไม่เทศน์กับใครหมด นอนสงบนิ่ง เข้าฌานพักอยู่ในฌานที่ ๑ แล้วไปฌานที่ ๒ ฌานที่ ๓ ฌานที่ ๔ ในรูปฌาน และเข้าในอรูปสมาบัติ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วก็ถอยหลังจากฌานที่ ๔ มหาฌานที่ ๑ จากฌานที่ ๑ ไปทรงอยู่ฌานที่ ๔
ตอนนั้นพระอานนท์ก็นั่งดู พระทั้งหลายก็นั่งดู ก็มีพระอนุรุทธ อยู่หนึ่งองค์นั่งเข้าฌานตาม พระองค์อื่นเข้าฌานตามไม่ได้ ฌานไม่ละเอียดพอ พระอนุรุทธนี้เป็นเลิศในด้านทิพยจักขุญาณ เวลาพระพุทธเจ้าเข้าฌานรู้สึกสงบดีเกือบจะไม่หายใจ มองดูแล้วคล้ายกับคนตาย

               พระอานนท์จึงเข้าไปสะกิดถามพระอนุรุทธว่า                “เวลานี้องค์สมเด็จพระจอมไตรปรินิพพานแล้วหรือยัง…?”
               พระอนุรุทธก็บอกว่า เวลานี้ตั้งจิตอยู่ในฌานที่ ๑ เวลานี้อยู่ที่ฌานที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ตามลำดับ ตั้งอยู่ตรงไหนก็บอกมา แล้วในที่สุดพระอนุรุทธก็บอกว่า

               “เวลานี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอยู่ฌานที่ ๔”
               พอใกล้เวลาได้อรุณองค์สมเด็จพระมหามุนีก็ทรงเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน

               ก่อนที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานพระอานนท์ได้กราบทูลถามองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
               “ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระพุทธเจ้าข้า วันนี้เป็นวันที่องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน บรรดาพวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหมดนี้นั้น ควรจะปฏิบัติในสรีรกายของพระองค์เป็นประการใด…?”
ในตอนนั้นสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ตรัสว่า
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ การชำระสรีรกิจของตถาคตนั้น ควรทำเช่นเดียวกับองค์สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิราช”
ความจริงที่พระอานนท์ถามองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ท่านเป็นพระฉลาดมาก เพราะว่าพระพุทธเจ้าจะเกิดมากาลหนึ่งก็มีองค์เดียวเท่านั้น ตัวอย่างการปฏิบัติในสรีรกายไม่มี ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ควรปฏิบัติสรีระร่างกายของพระองค์ (คือการทำศพ ไม่ใช่ว่าเอาศพไปล้างน้ำ แต่เป็นการเผาศพ) ทำเช่นเดียวกับพระเจ้าจักรพรรรดิราช พระอานนท์จึงได้ถามองค์นสมเด็จพระบรมโลกนาถว่า
“สรีรศพของพระเจ้าจักรพรรดิราช เขาทำเป็นประการใด พระพุทธเจ้าข้า”
องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงมีพระพุทธฎีกาว่า
“อานันทะ ดูก่อน อานนท์ สรีระขององค์พระเจ้าจักรพรรดิสวรรคตแล้ว บรรดาประชากรทั้งหลายก็นำรางเหล็กมา (คำว่ารางเหล็ก ก็เหมือนกับลูกหีบใส่ศพของเรา แต่ว่าเป็นที่ขังน้ำได้) และนำสำลีมา ๕๐๐ ชุด แผ่ออกไปพอหุ้มร่างกายของพระเจ้าจักรพรรดิราชได้ และนำผ้าขาวมา ๕๐๐ ผืน เช่นเดียวกัน แล้วนำศพพระเจ้าจักรพรรดินั้นไปวางในรางเหล็ก หลังจากนั้นก็เอาน้ำมันเทลงไปในรางเหล็กให้เต็มแล้วนำขึ้นสู่เชิงตะกอน”

               องค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
               “อานันทะ ดูก่อน อานนท์ ร่างกายของพระเจ้าจักรพรรดิ เวลาที่สวรรคตแล้ว เวลาที่จะถวายพระเพลิงพระศพเขาทำอย่างนี้ แม้ว่าสรีระร่างกายของตถาคตก็ควรทำอย่างนี้เช่นเดียวกัน”
ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาทรงแสดงภารกิจ การที่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรเมื่อปรินิพพานแล้ว ควรจะจัดการกับสรีระร่างกายเป็นประการใด เวลานั้นก็ปรากฏว่าเป็นเวลาใกล้รุ่งพอดี องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
ในตอนเช้าบรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายจึงเข้ามาหาพระอานนท์ ว่าตนควรจะปฏิบัติต่อพระสรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประการใด พระอานนท์ก็บอกไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัส แล้งบรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายจึงทำเชิงตะกอนขึ้น (คือสร้างเมรุ) เป็นกรณีพิเศษ นำรางเหล็กมาบรรจุสรีรศพขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ พันด้วยสำลี ๕๐๐ ชั้น ผ้าขาว ๕๐๐ ชั้น ใส่ลงไปในรางเหล็ก แล้วก็ใส่น้ำมันจนเต็ม นำขึ้นไปวางบนเชิงตะกอน
เมื่อสรีรศพขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาพร้อมที่จะเผาได้ บรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายจึงเข้าไปหาพระสาวกผู้ใหญ่ ในเวลานั้นก็มีพระอนุรุทธเป็นประธาน ได้เข้าฌานตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามลำดับ
ในตอนนั้นบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายก็ดี กษัตริย์ทั้งหลายก็ดี บรรดาประชาชนก็ดี พากันไปถวายพระเพลิงองค์สมเด็จพระชินสีห์ แต่พระอนุรุทธไม่ได้ขึ้นไปด้วย ท่านยังเข้าฌานตามดูจริยาต่อไป เพราะว่าการได้ทิพยจักขุญาณนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรยรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า พระอนุรุทธเป็นผู้มีทิพยจักขุญาณเลิศประเสริฐกว่าพระอื่นทั้งหมด สามารถเข้าฌานตามฌานขององค์สมเด็จพระบรมสุคตได้
เวลานั้นทุกคนก็เข้าไปจุดไฟจะถวายพระเพลิงสรีระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทว่าจุดเท่าไรไฟก็ไม่ติด ทุกคนแปลกใจ จึงเข้าไปถามพระอานนท์ พระอานนท์เวลานั้นเหมือนกับคนกลาง จึงได้ถามพระอนุรุทธต่อไป พระอนุรุทธก็บอกว่า
“บรรดาเทวดาทั้งหลายไม่ยอมให้ไฟติด จะรอพระมหากัสสปก่อน ในเมื่อพระมหากัสสปมาถึงเมื่อไร ได้ขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เทวดาจึงจะยอมให้ไฟติด”
บรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายจึงประกาศให้บรรดาประชาชนทั้งหลายคอยอยู่ก่อน จนกว่าพระมหากัสสปจะมาขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดา ถึงเวลาจะล่วงไปกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็ตามที ถ้าพระมหากัสสปยังไม่มาขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระมหามุนี ก็เป็นอันว่าไม่ยอมให้ใครแตะต้องในการจุดพระเพลิง
ขอกล่าวย้อนต้นสักหน่อยว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร ที่ปาวาลเจดีย์สิ้นเวลา ๓ เดือน องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มาปรินิพพานที่ระหว่างนางรังทั้งคู่แห่งเมืองกุสินารามหานคร ในตอนนั้นตามพระบาลีกล่าวว่า สาวกองค์สำคัญขององค์สมเด็จพระมหาบพิตรอดิศรคือ พระมหากัสสปไม่ได้อยู่ด้วย เพราะก่อนหน้านั้นพระมหากัสสปได้ทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพาพระออกไปธุดงค์เสียในป่าใหญ่
แต่ว่ากาลก่อนที่จะไป เวลานั้นเป็นเรื่องแปลกอยู่จุดหนึ่งว่า การที่พระมหากัสสปจะออกธุดงค์ในคราวใด องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เคยคัดค้านและไม่เคยทักท้วง แต่คราวนั้นเป็นเรื่องแปลก พระพุทธเจ้าทรงทักท้วงพระมหากัสสป
เมื่อพระมหากัสสปพาบริวารของท่าน ๕๐๐ รูป เข้าไปลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะออกธุดงค์ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสคัดค้านอยู่นิดหนึ่ง (เป็นการติง ไม่ใช่ค้าน) ว่า
“กัสสปะ ดูก่อนกัสสป เธอน่ะมีความชรามากแล้ว ร่างกายก็แก่แล้ว ตถาคตก็มีร่างกายแก่มากแล้ว เรา ๒ คน ต่างคนต่างก็แก่ แต่ว่านับตั้งแต่บวชเข้ามา เธอได้ปฏิบัติธุดงค์วัตร ๑๓ ประการครบถ้วน และก็มีการอยู่ป่าเป็นวัตร”
“กัสสปะ ดูก่อนกัสสป ตถาคตมีความรู้สึกว่า การเข้าป่าในการเจริญธุดงควัตรของเธอน่าจะงดเสียก็ได้ ทั้งนี้เพราะร่างกายเธอก็ไม่อำนวย ร่างกายของตถาคตก็ไม่อำนวย ความตายมันจะเข้ามาถึงร่างกายของเรานี้เมื่อไรก็ไม่ทราบ”
นี่เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงนิมิตให้ปรากฏว่า จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน แต่ว่าพรนะมหากัสสปก็ไม่ได้คิดอย่างนั้น คิดว่าพระพุทธเจ้าทัดทานเพราะเห็นว่าตัวแก่เกินไป พระมหากัสสปจึงได้กราบทูลองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาว่า
“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทักท้วงว่าจ้าพระพุทธเจ้าแก่มากแล้ว สมเด็จพระประทีปแก้วก็แก่มากแล้ว ข้อนี้เป็นความจริง แต่ว่าการที่ข้าพระพุทธเจ้าธุดงควัตรนี้ ความจริงจิตของข้าพระพุทธเจ้ามีความสุข มิได้มีความทุกข์แต่ประการใด แม้แต่ร่างกายจะลำบากก็ไม่สำคัญ
การที่ปฏิบัติธุดงควัตรนี้นั้นก็เพื่อให้เป็นแบบฉบับของพระอนุชารุ่นหลังว่า ในกาลต่อไปเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ก็จะได้มีตัวอย่างว่าสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วองค์หนึ่งซ่งมีนามว่า พระมหากัสสป ถือธุดงค์เป็นวัตรตลอดชีวิต”
องค์สมเด็จพระธรรมสามิสรจึงได้ตรัสว่า
“กัสสปะ ดูก่อนกัสสป ตถาคตมีความรู้สึกอยู่ว่าการปฏิบัติให้เป็นแบบฉบับนี้พอแล้ว ในชีวิตของเธอก็เดินธุดงค์มาหลายสิบปี ตถาคตเห็นว่าเธอนี้ควรจะอยู่ในคามวิสัย (หมายความว่า อยู่คามวาสี คืออยู่กับวัด) รับเครื่องสักการบูชาจากบรรดาประชาชนทั้งหลาย”

               พระมหากัสสปก็ยังไม่สะกิดใจ กราทุลองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า
               “กิจแห่งธุดงค์นี้ ข้าพระพุทธเจ้าคิดไว้ว่า จะปฏิบัติตลอดชีวิตพระพุทธเจ้าข้า”
ตอนนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
“กัสสปะ ดูก่อนกัสสป ในเมื่อเธอไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก หวังจะปฏิบัติในธุดงควัตรจนกว่าจะสิ้นอายุขัย เพื่อเป็นแบบฉบับของพระทั้งหลายที่จะบวชต่อมาภายหลังก็เป็นการดี ตถาคตไม่ห้ามปราม แต่ทว่าตถาคตมองดูสังฆาฏิของเธอรู้สึกว่าเก่ามากเกินไป ฉะนั้นเธอจงเอาสังฆาฏิของตถาคตนี่ไปใช้แทน แล้วก็เอาสังฆาฏิของเธอมาให้ตถาคตใช้”
เป็นอันว่าสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงมอบผ้าสังฆาฏิของพระองค์ให้พระมหากัสสป แล้วรับผ้าสังฆาฏิที่เก่าแล้วของพระมหากัสสปเอามาครองเอง
หลังจากนั้นพระมหากัสสปก็ลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พาบรรดาบริวารของท่านเข้าไปในป่าไปธุดงควัตร
เมื่อพระมหากัสสปลาองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ไปไม่นาน ประมาณ ๑๐ วันเศษ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็ทรงปลงอายุสังขาร
นี่เทวดาเห็นความสำคัญตอนนี้ จึงไม่ยอมให้บรรดาประชาชนทั้งหลายเผาศพองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
หลังจากวันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ในตอนนั้นพระมหากัสสปซึ่งเป็นสาวกองค์สำคัญขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว เป็นเอตทัคคะในด้านธุดงควัตร มีความรู้สึกคิดถึงองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ว่า
เวลานี้เราจากองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาสิ้นเวลา ๓ เดือนกว่าแล้ว ไม่ทราบข่าวเลยว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้วอยู่ที่ไหน จะทรงพระสำราญหรือเป็นประการใดเราไม่ทราบ
ท่านจึงได้พาบริษัทมุ่งหน้าสู่ป่าวาลเจดีย์ เพราะว่าในตอนนั้นองค์สมเด็จพระชินสีห์ประทัปอยู่ที่นั้น ท่านก็ลาพระพุทธเจ้าที่นั่นเข้าป่า คิดว่าถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน คนที่ปาวาลเจดีย์ย่อมทราบ
ตอนนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทคิดว่า พระมหากัสสปนี่เป็นพระผู้ทรงปฏิสัมภิทาญาณ รู้อดีต อนาคต ปัจจุบัน แต่ทว่าการที่ไม่ทราบว่าองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาอยู่ไหน หากว่าท่านจะใช้ทิพยจักขุญาณก็ดี ปัจจุบันนังสญาณก็ดี จะทราบว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานเสียแล้ว และเขาก็กำลังจะถวายพระเพลิงพระศพ
แต่ทว่าญาณนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทโปรดทราบพระอรหันต์ทั้งหลายถือว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาไม่ใช้กัน จะใช้แต่ความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เว้นไว้แต่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียว ที่ต้องใช้ญาณนี้เป็นปกติตลอดทุกวินาทีของชีวิต
ฉะนั้นพระมหากัสสปในเมื่อเป็นศิษย์ คือเป็นพระสาวก ถือตามจริยาของความเป็นพระอรหันต์ว่า ญาณอันใดที่ได้จากการศึกษาจากองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า การนั้นยังไม่ควรเพียงใด ก็ยังไม่ใช้ญาณนั้น
นี่จำไว้ให้ดีนะ บางทีจะไปนั่งนึกกันก็ได้ เป็นปฏิสัมภิทาญาณจะรู้อะไร เมื่อไรก็ได้ แม้แต่ใจคนและใจสัตว์จะคิดอะไร พระปฏิสัมภิทาญาณก็รู้ แต่ทำไมองค์สมเด็จพระบรมครูปรินิพพานเป็นเรื่องใหญ่พระมหากัสสปะจึงไม่รู้ ความจริงถ้าต้องการใช้ก็รู้ แต่กิจที่ควรใช้ยังไม่มี ฉะนั้นจึงไม่ทราบว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วท่านจึงได้พาบรรดาลูกศิษย์ ๕๐๐ รูป ไปสู่ปาวาลเจดีย์
ในตอนนี้เอง บรรดาท่านทั้งหลายไปเห็นที่นั่นมีสภาพว่างเปล่ามีแต่วิหารจะมีพระภิกษุสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งอยู่ที่นั่นก็ไม่มี ก็แปลกใจเพราะว่าตามธรรมดาองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไปไหนจะปล่อยพระไว้จุดหนึ่งเพื่อเป็นการเจริญศรัทธาของบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่นี่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ ภิกษุ สามเณร แม้แต่องค์หนึ่งก็ไม่มี จึงได้ถามคนแถวนั้นเขาว่า
“องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าไปไหน...?”
(เวลาที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานพระอานนท์ประกาศข่าวปรินิพพาน พระทั้งหมดเวลานั้นมีด้วยกันสองแสนเศษไปประชุมกันที่เมืองกุสินารามหานครหมด แต่ว่าพระมหากัสสปะไม่ทราบข่าวองค์สมเด็จพระบรมสุคต เพราะอยู่ป่าลึก)
ชาวบ้านบอกว่า “สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปสู่กรุงกุสินารามหานคร”
เมื่อพระมหากัสสปะทราบว่าองค์สมเด็จพระชินวรไปที่นั่นก็ตามไป ไปถึงระหว่างตามทางพักร้อน ปรากฏว่ามีปริพาชกคนหนึ่งมาจากเมืองกุสินาราถือดอกชบาดอกใหญ่ที่บรรดาชาวสวรรค์ทั้งหลายโปรยปรายมาบูชาพระพุทธเจ้าจึงถามว่า
“โภ ปุริสะ ดูก่อนบุรุษผู้เจริญเวลานี้ท่านได้ทราบข่าวว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน...?”
บุรุษผู้นั้นก็กล่าวว่า
“เรารู้ เรามาจากเมืองกุสินารามหานคร เวลานี้องค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรินิพพานเสียแล้ว เขากำลังนำขึ้นสู่เชิงตะกอนเพื่อจะเผา ท่านเห็นดอกไม้ในมือของเราไหมดอกชบามันใหญ่เท่ากระด้ง เป็นดอกชบาที่บรรดาเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายโปรยปรายมาบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลปรินิพพาน”
เมื่อบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นฟังคำจากปริพาชก ท่านที่เป็นพระอริยเจ้าก็แสดง ธรรมสังเวช ว่า องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทรงดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานเสียแล้ว สรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังตกอยู่ใน ไตรลักษณญาณ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีการสลายไปในที่สุด สำหรับพระที่ยังไม่เป็นพระอริยเจ้า ก็แสดงความเสียใจร้องไห้ไปตาม ๆ กัน
ในเวลานั้นก็ยังมีพระระยำอยู่องค์หนึ่ง เป็นพระบวชต่อเมื่อแก่ เขาเรียกวุฒบรรพชิต คำว่า วุฒบรรพชิต หมายความว่าพระแก่ นั่งอยู่ในที่นั้น พระอริยเจ้าแสดงธรรมสังเวชแกก็เฉย บรรดาพระที่เป็นปุถุชนทั้งหลายร้องไห้เสียดายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แกก็เฉยรู้สึกว่าแกมีอุเบกขาดี ดูกันผิวเผินนึกว่าดี แต่เนื้อแท้ของแกเป็นคนมีจิตใจเต็มไปด้วยความอัปรีย์เป็นอย่างมาก เห็นบรรดาพระทั้งหลายร้องไห้กัน แกก็ห้ามปรามว่า
“พวกท่านจะร้องไห้ไปทำไม พระสมณโคดม ปรินิพพานหรือว่าตายไปเสียได้นั่นแหละเป็นการดีแล้ว เพราะว่าองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว คือพระสมณโคดมตายเสียก็เป็นการดี เมื่อมีชีวิตอยู่ บัญญัติโน่น บัญญัตินี่ ห้ามอย่างนั้นห้ามอย่างนี้ดูเหมือนว่ามือและเท้าของพวกเรานี้จะเหยียดออกไปก็จะไม่ได้ มันผิดไปเสียหมด เวลานี้สมเด็จพระบรมสุคตคือพระสมณโคดม ตายเสียได้เป็นการดี เราจะได้สะดวกในการปฏิบัติ”
เมื่อสาวกองค์สำคัญขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ คือพระมหากัสสปะได้สดับการกล่าววาจาจ้วงจาบองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนั้นก็รู้สึกสลดใจและมีความรู้สึกว่า
พระองค์นี้มีความจัญไรในจิต ไม่ได้มีความคิดที่จะเคารพในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้แต่น้อย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสละเวลาอันมีค่าของพระองค์ หวังประสงค์จะรื้อสัตว์ ขนสัตว์ ให้พ้นทุกข์เพื่อมีความสุข แต่ทว่าวุฒบรรพชิตพระบวชต่อเมื่อแก่ มิได้ปฏิบัติตนเป็นคนดีแต่ครั้นจะขับไล่จะด่าจะตีกันในเวลานี้หรือลงทัณฑกรรม บรรดาพวกเดียรถีย์ทั้งหลายก็จะพากันจ้วงจาบพระธรรมวินัยว่าพระสมณโคดมตายไปไม่เท่าไรไม่ถึง ๗ วัน บรรดาสาวกของท่านก็ทะเลาะด่ากัน ขับไล่กัน
นี่ท่านคิดมาก คนดีเขาคิดยาว ถ้าคนเลวน่ะคิดสั้น อยากจะชั่วอย่างไรก็ชั่วไป บวชมาเท่าไรก็ตามที ดีไม่ดีก็บวชเป็นอุปสมชีวิกา อาศัยพระพุทธศาสนาเลี้ยงชีวิต มิได้คิดที่จะปฏิบัติตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน อย่างวุฒบรรพชิตองค์นี้เป็นพระที่มีความเลวมาก เขาเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้จิตสะอาด แต่เธอกลับเห็นว่าองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามบรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเลิกทำความชั่วตัวกลับไม่ชอบ เห็นว่าเป็นระบอบที่กดขี่เกินไปจะเหยียดมือและเหยียดเท้าก็เหมือนจะทำไม่ได้ เห็นว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตายไปเสียแล้ว พระวินัยก็คงไม่มีผล เพราะคนห้ามตายเสียแล้วนี่จะทำยังไงก็ทำได้
สำหรับพระมหากัสสปะท่านคิดยาวไปกว่านั้น ท่านเป็นอรหันต์ และในกลุ่มนั้นมีพระอรหันต์มากกว่าบรรดาพระที่เป็นปุทุชน คือพระที่เป็นปุถุชนคนหนาแน่นไปด้วยกิเลสบวชภายหลังมีไม่กี่องค์ส่วนใหญ่เป็นพระอรหันต์ความยับยั้งในจิตใจของท่านย่อมมี จึงได้อดใจเข้าไว้ไม่ว่าอะไรทั้งหมด คือแกจะยุพระเป็นประการใด บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายก็นิ่งไว้ในใจ คิดว่าถึงกาลเมื่อไรจะจัดการทันที
พระมหากัสสปะจึงได้ถามข่าวองค์สมเด็จพระชินวรว่า
“โภ ปุริสะ ดูก่อนบุรุษผู้เจริญเวลานี้สรีระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาเผาแล้วหรือยัง.....?”
ตาคนนั้นแกไม่รู้จักพระมหากัสสปะ เขาก็บอกว่า
“ยัง วันก่อนเขานำขึ้นบนเชิงตะกอน เขาก็ใส่ไฟกัน แต่จุดไฟไม่ติด แต่พระอนุรุทธกล่าวว่า กิจของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ จะต้องรอพระมหากัสสปะซึ่งไปธุดงค์ ให้พระมหากัสสปะมาถึงเมื่อไรก็จุดไฟได้เมื่อนั้น”
พระมหากัสสปะจึงได้ถามทางบุรุษผู้นั้นว่า

               “ทางไปกุสินารามหานครน่ะไปทางไหน...?
               นี่ท่านอยู่ป่าเป็นปกติ ท่านไม่ทราบ เมื่อเขาบอกทางให้ พระมหากัสสปะจึงได้พาบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายไปเมืองกุสินารามหานคร
ครั้นไปถึงแล้วจึงได้พาบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายขึ้นสู่เชิงตะกอน คือพระเมรุมาศ พระมหากัสสปะนั่งเบื้องตอนเท้าขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว
คือศพนั้นตั้งบนเชิงตะกอน เมรุก็ทำอย่างสวยงามเป็นกรณีพิเศษ นำสรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ที่ห่อด้วยสำลี ๕๐๐ ชั้น เอาผ้าขาวห่ออีก ๕๐๐ ชั้น เขาสลับกันนะ สำลีหนึ่งชั้นผ้าขาวหนึ่งชั้น สำลีหนึ่งชั้นผ้าขาวหนึ่งชั้น รวม ๕๐๐ ชั้น สองอย่างเป็น ๑,๐๐๐ ชั้น เอาวางในรางเหล็ก คือหีบศพภายใน เอาน้ำมันใส่ให้เต็ม วางไว้ในหีบทองอีกชั้นหนึ่งแล้วไปตั้งไว้บนเชิงตะกอน เป็นอันว่าสรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาเขาทำไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อพระมหากัสสปะขึ้นไปบนเมรุในคราวนั้น ขึ้นไปนั่งบนเมรุด้านปลายเท้าขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านกราบแสดงขอขมาโทษองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
“ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า องค์สมเด็จทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าพระพุทธเจ้ามาก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดข้าพระพุทธเจ้านับตั้งแต่วาระแรกที่เข้าถึง ในตอนต้นองค์สมเด็จพระทศพลก็ให้อุปสมบทบรรพชาแก่ข้าพระพุทธเจ้ากับภัททกาปิลาณี ซึ่งเป็นภรรยาในอดีตของข้าพระพุทธเจ้า แล้วต่อมาองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงประทานพระโอวาทแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าปฏิบัติตามนั้นจนได้เป็นอรหันต์ภายในวันรุ่งขึ้น ความดีอันนี้เป็นคุณอันใหญ่ขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงโปรด
และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อข้าพระพุทธเจ้าขอปฏิบัติธุดงควัตร สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ก็ไม่ได้เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ในการที่จะสั่งสอน สมเด็จพระชินวรได้ทรงสอนธุดงควัตร ๑๓ ประการแก่ข้าพระพุทธเจ้าอย่างละเอียดเป็นที่เข้าใจ จึงได้นำคำสั่งสอนนี้มาสั่งสอนแก่บรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายที่มีความพอใจในธุดงควัตร พระคุณขององค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ล้นเหลือเกินกว่าที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพรรณนา
แต่ว่าข้าพระพุทธเจ้าก็ยังมีความเลวอยู่จุดหนึ่งที่ขัดต่อพระพุทธประสงค์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยนับถอยหลังตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปนานเกินกว่า ๓ เดือนเล็กน้อย ในวันนั้นข้าพระพุทธเจ้าไปกราบทูลลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะออกธุดงค์แต่พระพุทธองค์ก็มีพระพุทธประสงค์ทรงห้ามปรามว่า
“กัสสปะ ดูก่อนกัสสป เธอก็แก่มากแล้ว ตถาคตก็แก่มากแล้ว เวลานี้การธุดงค์ของเธอควรจะพักได้แล้ว เพราะว่าการปฏิบัติเป็นแบบฉบับแก่บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่มาในภายหลังเป็นการเพียงพอ ร่างกายมันแก่ ถึงแม้ว่าจะมีใจดีและการเดินไปในป่านี้เราต้องใช้กายเป็นสำคัญ ไม่ได้ไปด้วยใจ ในการที่ไปด้วยกาย กายมันจะต้องช่วยการเดินไปสู่ที่ต่าง ๆ ป่าลึกและป่าชัฏย่อมเป็นที่ลำบากของบุคคลที่ทรงอยู่ และต้องใช้ร่างกายเป็นปกติ
เหตุฉะนั้นกัสสป เธอจงอยู่ในคามวาสีรับการนิมนต์ รับการสักการะของบรรดาประชาชีที่มีความเคารพในพระพุทธศาสนา เธอกับตถาคตอายุไล่เลี่ยกัน ต่างคนต่างแก่แบบนี้แล้วอยู่เป็นเพื่อนกันเถอะกัสสป เพราะเราก็แก่ เธอก็แก่จะได้เป็นที่ปรึกษาหารือกัน”
ในตอนนั้นข้าพระพุทธเจ้าแม้จะถูกพระองค์ทรงทัดทานว่า ให้อยู่รับคารวะจากชาวบ้านคือรับการนิมนต์ หรือว่ารับไทยทาน จากชาวบ้าน เพราะอาศัยความกรุณาขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาที่มีต่อข้าพระพุทธเจ้า แต่ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวกก็จัดว่าทำตนเป็นคนไม่ดี ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำขององค์พระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีพระมหากรุณาธิคุณแก่ข้าพระพุทธเจ้าในวันนั้น ข้าพระพุทธเจ้ายังมีจิตใจดื้อด้าน ถือว่าการทำธุดงควัตรจะได้เป็นแบบปฏิบัติของบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่มารุ่นหลังต่อไป
เมื่อองค์พระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นว่าข้าพระพุทธเจ้าไม่เชื่อไม่ฟังคำทัดทาน สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาก็ไม่ได้ถือโกรธ กลับมีพระกรุณาทรงโปรดตรัสว่า
“กัสสปะ ดูก่อนกัสสป ถ้าอย่างนั้นตถาคตก็ตามใจเธอ แต่ทว่าเวลานี้ผ้าสังฆาฏิของเธอน่ะมันเก่ามาก ผ้าสังฆาฏิของตถาคตนี่ยังใหม่อยู่”
องค์สมเด็จพระบรมครูจึงได้ทรงมอบผ้าสังฆาฏิให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า และนำผ้าสังฆาฏิของข้าพระพุทธเจ้าไปทรงครองเอง ทั้งหมดนี้เป็นความดีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าไม่รับปฏิบัติตามเป็นความเลวทรามของข้าพระพุทธเจ้า
พระมหากัสสปท่านกราบทูลองค์สมเด็จพระจอมไตร ถึงโทษของตนว่าการที่ไม่เชื่อฟังคำแนะนำขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
นี่ถ้าพูดกันอย่างชาวบ้านก็ไม่มีโทษเลย และพูดกันอย่างคนเลวก็ไม่มีโทษเพราะว่าวันนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามโดยตรง เป็นแต่เพียงแนะนำว่ากัสสปเธอแก่มากแล้ว ตถาคตก็แก่อยู่เป็นเพื่อนกัน แต่พระมหากัสสปก็ทูลยืนยันว่าการปฏิบัติอย่างนี้เพื่อผลอย่างเดียว ถึงแม้ตัวจะลำบากก็ตามที ขอปฏิบัติให้เป็นแบบฉบับของสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์ที่จะเกิดมาภายหลัง ว่าในสมัยพระพุทธเจ้าก็ยังมีพระองค์หนึ่งถือธุดงควัตรเป็นปกตินั่นคือ พระมหากัสสป ถือธุดงค์ตลอดชีวิต จิตของท่านทำอย่างเดียวเพื่อเป็นแบบอย่าง
ความจริงท่านเป็นพระอรหันต์แล้วไม่ทำก็ได้ แต่ทำเพื่อให้บรรดาพระทั้งหลายที่พอใจในธุดงควัตรเห็นว่านี่เป็นความดี แม้แต่พระองหันต์ในสมัยองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำเป็นปกติ
องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเตือนและทรงติงก็ไม่ได้ติ ติงเฉยๆ ไม่ได้ห้ามปราม คือว่าเธอก็แก่ ตถาคตก็แก่ อยู่เป็นเพื่อนกันดีกว่า ท่