๑๙. ตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 21
  • ได้รับการอนุโมทนา: 9
  • ได้รับการอนุโมทนา: 9
    • ดูรายละเอียด
๑๙. ตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2015, 02:09:48 PM »
๑๙. ตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ


ความเป็นมาของพระพุทธเจ้า ตอนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

               เมื่อพระมหากัสสปถวายนมัสการองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้กล่าวขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ที่ได้มีพระมหากรุณาธิคุณเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้าที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จะดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานประมาณ ๓ เดือนเศษ สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ยับยั้งพระมหากัสสปว่า
“เธอก็แก่แล้ว ตถาคตก็แก่แล้ว ขอเธอจงงดจากการธุดงควัตร”
แต่ทว่าพระมหากัสสปได้กราบทูลต่อองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ว่า
“การปฏิบัติธุดงค์นั้นมิได้มุ่งหมายจะหาชื่อเสียงแต่ประการใด การกระทำไปก็เพื่อหวังผลจะเป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังที่เกิดมาในภาคหน้า ว่าในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชีวิตอยู่ ยังมีสาวกองค์หนึ่งขององค์สมเด็จพระบรมครูมีนามว่า พระมหากัสสปถือธุดงควัตรเป็นกรณีพิเศษ”
หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ได้ทรงประทานผ้าสังฆาฏิของพระองค์ซึ่งใหม่กว่า และรับผ้าสังฆาฏิของพระมหากัสสปซึ่งเก่ากว่ามาครองแทน เรื่องราวก็ไปจบตอนที่พระมหากัสสปขอขมาโทษเสร็จ บรรดาเทวดาทั้งหายก็บันดาลให้ไฟลุกขึ้น เผาสรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ครั้นเมื่อไฟสงบลง บรรดาพระสงฆ์ประมาณสองแสนรูปที่ประชุมกัน ณ ที่นั้น ทั้งบรรดามัลละกษัตริย์และบุคคลทุกท่านก็พากันขึ้นสู่เชิงตะกอน หวังจะดูว่า พระสรีระขององค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ถูกไฟทิพย์เผานี้ จะมีสภาพเป็นประการใด
ในขณะนั้นเมื่อบรรดาประชาชนทั้งหลาย และบรรดาพระทั้งหลายเข้าไปประชุมกันบนเชิงตะกอน สำหรับพระก็มีพระมหากัสสปสังฆวุฒาจารย์เป็นประธานคณะสงฆ์ เพราะเป็นวุฒบรรพชิต เป็นพระที่มีพรรษาแก่กว่าพระอื่นทั้งหมด และเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ สำหรับฆราวาสนั้นก็มีมัลละกษัตริย์ คือกษัตริย์ของประเทศนั้นเป็นประธาน เข้าไปชุมนุมพร้อมกัน ไปดูหีบทองที่ใส่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏว่าจะมีเขม่าไปติดแม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ส่วนนี้เป็นอัศจรรย์
เมื่อเปิดหีบทองขึ้นมาแล้วก็ปรากฏว่า น้ำมันในรางเหล็กนั้นก็หมดไป สำหรับสรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ปรากฏมี สำลีก็ดี ผ้า ๕๐๐ ชั้นก็ดี ทั้งหมดปรากฏว่าถูกไฟทิพย์เผาไปทั้งหมด เหลือสำลีหนึ่งชั้นและผ้าหนึ่งชั้น
สำหรับพระอัฐิขององค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราเรียกว่ากระดูกหรือพระบรมสารีริกธาตุ ก็กลายเป็นองค์เล็กๆ อย่างโตที่สุดก็เท่ากับเมล็ดถั่วเหลืองผ่าซีก และอย่างเล็กที่สุดก็เท่ากับเมล็ดพันธุ์ผักกาด ปรากฏว่ากระดูกขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถบรมศาสดา เป็นพระบรมสารีริกธาตุองค์เล็กๆ อยู่ในห่อสำลีซึ่งมีผ้าขาวพันไปแล้วด้วยดี คล้ายๆกับคนมาจัดไว้เป็นระเบียบไว้แล้วอย่างดียิ่ง ตอนนี้แสดงเป็นความมหัศจรรย์
บรรดาพระสงฆ์ทุกองค์ และบรรดามัลละกษัตริย์ และประชาชนทั้งหลาย ตลอดจนกระทั่งพรหมและเทวดาทั้งหลาย ก็พากันนมัสการพระสรีระธาตุขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนนี้เป็นอันว่าเป็นการเสร็จจากการเผา
ต่อแต่นั้นไปบรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลาย จึงได้หารือกับบรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายมีพระมหากัสสปเป็นประธานว่า
“เมื่อเผาสรีระขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว สำหรับพระอัฐิ (คือพระบรมสารีริกธาตุนี้) ควรจะทำประการใด…?”
บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายมีมติพร้อมกันว่า ในบรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายนำเข้าสู่พระราชนิเวศน์เขตพระนคร สร้างที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในที่อันสมควร เป็นการสักการะบูชา
ในตอนนี้ท่านได้กล่าวว่า ยังมีบรรดากษัตริย์ทั้งหลาย หัวเมืองใหญ่ๆ เช่น เมืองราชคฤห์ เมืองสาวัตถี เมืองพาราณสี เป็นต้น เมื่อทราบว่า องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานที่ระหว่างนางรังทั้งคู่แห่งเมืองกุสินารา ข่าวสมัยนั้นช้ามาก ทั้งนี้เพราะไม่มีการสื่อสารเหมือนสมัยนี้ กว่าจะทราบว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาปรินิพพานก็เป็นการแสนยาก
ฉะนั้นบรรดาเมืองต่างๆที่เป็นเมืองใหญ่จึงยกจาตุรงคเสนามา ทั้งนี้ก็มีเจตนาจะนมัสการสมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน แต่ทว่ามาไม่ทัน พระพุทธเจ้าปรินิพพานเสียก่อน ฉะนั้นกษัตริย์ทั้งหลายเหล่านั้นจึงพากันคิดว่า
เมื่อเราไปไม่ทันองค์พระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพาน เราก็ต้องการสรีระ กล่าวคือ พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถไปบูชาที่เมืองเรา จึงได้แจ้งข่าวสารเข้าไปถึงมัลละกษัตริย์ทั้งหลายว่า
“เราต้องการจะขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุเอาไปบูชา”
ในตอนนั้นปรากฏว่า บรรดามัลละกษัตริย์ก็กล่าววาจาไม่ยอมที่จะแบ่งให้ แต่ว่าเมืองใหญ่ๆหลายเมืองนั้นไซร้มาล้อมพระนครอยู่ มัลละกษัตริย์ก็ตั้งกองทัพ แม้ว่าจะเป็นเมืองเล็ก ก็นำทหารขึ้นเชิงเตรียมรบ
ในเวลานั้นความจริงเขาควรมาปรึกษาพระมหากัสสปหรือพระอนุรุทธเป็นสำคัญ แต่ทว่าไม่มีใครปรึกษาท่าน พระท่านถือว่าไม่มีใครปรึกษาหารือ ท่านก็ไม่บอกว่าควรจะทำประการใด
แต่ทว่ายังมีคนดีคนหนึ่งซึ่งมีนามภายหลังว่า โทณพรหมณ์ ความจริงพราหมณ์คนนี้เดิมทีชื่อว่าอะไรไม่มีใครรู้จัก เป็นปุโรหิตสอนอรรถธรรมแก่บรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลาย เห็นเมืองใหญ่ๆมาด้วยอำนาจของจาตุรงคเสนา (คือ กองทัพ ๔ เหล่า) ล้อมอยู่ตั้งหลายเมือง ถ้าบรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายไม่ยอมแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุ ก็เห็นว่าเป็นการไม่สมควรในการที่จะต้องมารบพุ่งกันด้วยอำนาจของพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้ขอให้บรรดามัลละกษัตริย์ทั้งหลายประชุมกัน พร้อมด้วยเสนามหาอำมาตย์ข้าราชบริพาร แล้วก็เสนอความคิดว่า ควรจะแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถให้แก่บรรดากษัตริย์ต่างๆมีปริมาณเท่ากัน
มัลละกษัตริย์เห็นพร้อมกันว่าควรจะทำอย่างนั้น เพื่อเป็นการยับยั้งการสงคราม จึงได้แจ้งข่าวสารไปให้บรรดากษัตริย์ทั้งหลายทราบวันกำหนดประชุม
ต่อมากษัตริย์ทั้งหลายพากันประชุมแล้ว โทณพราหมณ์จึงได้เอาทะนานทองมาตวงพระบรมสารีริกธาตุ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุมีจำนวนเท่ากับกษัตริย์ทั้งหมด คือ เมืองละหนึ่งทะนานเท่ากัน
แต่ว่าโทณพราหมณ์เมื่อแก้ห่อผ้าขาว และเปิดสำลีดูพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นสิ่งหนึ่งที่เป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่าพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด นั่นก็คือ พระเขี้ยวแก้ว ขององค์สมเด็จพระบรมสุคต ใสเหมือนแก้วประกายพฤกษ์ทั้งสององค์ด้วยกัน
โทณพราหมณ์เห็นว่าเวลานี้เป็นเวลาปลอด เพราะยังไม่มีบุคคลผู้ใด มีตัวอยู่ผู้เดียวเท่านั้น จึงได้คิดว่าพระเขี้ยวแก้วขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปริมาณน้อย ถ้าจะให้กษัตริย์ทั้งหลายเห็นพร้อมกันก็จะแย่งกัน สงครามก็จะเกิด ทางที่ดีก็ควรจะเป็นสมบัติของเรา จึงนำเอาพระเขี้ยวแก้วทั้งสององค์นั้นใส่ไว้ในมวยผม
แล้วต่อมาจึงได้เรียกประชุมบรรดากษัตริย์ทั้งหลายมาพร้อมกัน แล้วตวงพระบรมสารีริกธาตุให้แก่บรรดากษัตริย์ มีมัลละกษัตริย์เป็นต้น ฝ่ายละทะนานเหมือนกัน
เมื่อตวงพระบรมสารีริกธาตุแล้วนั้น บรรดากษัตริย์ทั้งหมดได้รับพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมสุคตต่างคนก็ต่างทำสักการะเป็นการใหญ่ ตามวิสัยที่มีความนับถือของตน
ท่านกล่าวว่าในเวลานั้น มีอยู่เมืองหนึ่งที่แปลกกว่าเมืองอื่นคือ กรุงราชคฤห์มหานคร ซึ่งมีพระเจ้าอชาตศัตรูบรมกษัตริย์ ทรงมีความเคารพมาก การนำพระบรมสารีริกธาตุกลับพระนครในคราวนั้น ท่านให้เคลื่อนขบวนไปหนึ่งวันเท่ากับช่วงแอกเกวียน (วันหนึ่งก็ไปชั่วแอกของเกวียนเท่านั้น) และเวลานั้นก็ให้ทำการฉลอง มีมหรสพร้องรำทำเพลง เป็นการบูชาพระรัตนตรัย
ถ้าจะนับกันในเวลานี้ เมืองกุสินารากับกรุงราชคฤห์พระมหานครไม่ทราบว่าไกลกันกี่กิโลเมตร ถ้าจะใช้รถยนต์วิ่งตามธรรมดา เป็นรถของแขกไม่ใช่รถเมืองไทย เวลาวิ่งไปจากกรุงกุสินารามหานครถึงกรุงราชคฤห์มหานคร ใช้เวลารถวิ่งจริงๆก็ประมาณ ๑๔ หรือ ๑๕ ชั่วโมง แต่ทว่าพระเจ้าอชาตศัตรูมาวันละหนึ่งชั่วแอก มันก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน
เทวดาทั้งหลายเห็นว่าเป็นการทรมานจึงได้แสดงภาพคุกคามพระเจ้าอชาตศัตรูบรมกษัตริย์ว่า
“ถ้าพระองค์ไม่รีบนำพระบรมสารีริกธาตุไปสู่กรุงราชคฤห์มหานครไวๆ เราจะฆ่าท่าน”
พระเจ้าอชาตศัตรูเห็นว่าเทวดาดุดันแบบนั้นก็กลัว จึงได้รีบนำกลับมาพระนคร
ต่อมาก็ขอย้อนหลังเข้ามาโทณพราหมณ์อีกจุดหนึ่ง สำหรับโทณพราหมณ์นั้น เมื่อตวงพระบรมสารีริกธาตุแจกเสร็จ ตอนนั้นก็นึกว่าเราได้ของพิเศษที่ไม่มีใครควรจะได้ นั่นคือพระเขี้ยวแก้วขององค์สมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตวงเสร็จก็เอามือทำทีเสยผม คลำไปที่พระเขี้ยวแก้ว ปรากฏว่าพระเขี้ยวแก้วขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหายไป จึงตกใจคิดว่า เราเลยไม่ได้อะไรกับเขาทั้งหมด พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมสุคตก็แบ่งให้กษัตริย์ไปหมดแล้ว เราก็ไม่มีโอกาสจึงได้ขอโอกาสว่า
“ทะนานทองคำที่ตวงพระบรมสารีริกธาตุนี้ ขออนุญาตเป็นของข้าพระพุทธเจ้า”
มัลละกษัตริย์จึงได้อนุญาตว่า
“ทะนานทองคำเรามอบให้แก่ท่าน”
ฉะนั้นพราหมณ์คนนั้นจึงมีนามว่า โทณพราหมณ์ ตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งแปลว่า พราหมณ์ผู้ได้ทะนานทอง (โทณะ แปลว่า ทะนาน)
สำหรับพระเขี้ยวแก้วขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ในตอนนั้นท่านกล่าวว่า พระอินทร์เห็นว่าโทณพราหมณ์นำพระเขี้ยวแก้วใส่ไว้ในมวยผมเพื่อบูชา แต่ตามประเพณีที่มีมากล่าวคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะทรงแสวงหาภิเนษกรมณ์ ทรงตัดพระเมาฬีก็ดี หรือว่าเมื่อปรินิพพานแล้วก็ดี ของทั้งสองสิ่งนี้คือพระเมาฬีที่องค์สมเด็พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัด (เมาฬี คือ มวยผม) เมื่อตัดแล้วพระอินทร์ก็จะนำผอบทองคำมารับ แล้วไปบรรจุไว้ที่พระจุฬามณีเจดียสถาน เวลาที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกองค์ปรินิพพานแล้ว พระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้าทุกองค์ พระอินทร์ก็ทรงนำไปบรรจุที่นั้นเหมือนกัน
ฉะนั้นเมื่อโทณพราหมณ์หวังจะขโมยพระเขี้ยวแก้วขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอินทร์จึงได้มาขโมยต่อไป (หมายถึงว่า พระอินทร์นำไปใส่ผอบทองแล้วนำไปไว้ที่ พระจุฬามณีเจดียสถานรวมกับพระเมาฬี)
สำหรับโทณพราหมณ์นั้นเมื่อได้ทะนานทองคำที่ตวงพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ก็นำทะนานทองคำที่ตวงพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วไปไว้เพื่อสักการบูชา ต่อมาก็ขอย้ายเมืองจากกุสินารามหานครมาสู่แคว้นที่เราเรียกกันว่า เมืองทวาราวดี
ในตอนนี้ตามตำนานจุดหนึ่ง หาอ่านได้ยาก ท่านกล่าวว่าโทณพราหมณ์คนนี้มาอยู่ในเขตแดนของจังหวัดนครปฐม หนังสือฉบับนั้นยืนยัน และในหมู่บ้านแถวนั้นมีตำบลหนึ่ง หมู่บ้านพราหมณ์ และพราหมณ์นั้นได้นำทะนานทองคำ ที่ตวงพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถมาบรรจุในเจดีย์องค์หนึ่งเป็นที่สักการะบูชา เจดีย์องค์นั้นมีนามว่า พระประโทณ แปลว่าเป็นที่บรรจุทะนานทองคำนั่นเอง
เรื่องราวตอนนี้จะเท็จจริงเป็นประการใดก็ดี เห็นว่าเป็นการไม่สำคัญ ถ้าเราจะนึกถึงองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว อย่างไรก็ถือว่ามีความสำคัญทั้งนั้น คือว่าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าเมื่อไร ก็ถือว่าท่านทั้งหลายเข้าถึงพุทธานุสสติกรรมฐาน คือนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
เป็นอันว่าโทณพราหมณ์ก็ดี บรรดากษัตริย์ทั้งหลายก็ดี พากันแยกจากสถานที่ ต่างคนต่างไปที่อยู่ของตน ต่างคนต่างบูชาพระรัตนตรัย
ในตอนสุดท้ายนี้ก็ขอให้คติแก่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายว่า ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา อารมณ์นี้เป็นสักกายทิฏฐิ ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ถ้าเราตัดอารมณ์เพียงแค่นี้อย่างเดียว ถ้าเราดได้ อย่างเบาเราก็เป็นพระโสดาบัน ถ้าเราตัดได้อย่างกลางเราก็เป็นพระอนาคามี ตัดได้ทั้งหมดนี้เราก็เป็นพระอรหันต์ นี่เป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็รวมอยู่ในคำว่า เราไม่ประมาทในขันธ์ ๕ อย่างเดียว
ฉะนั้นขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า เมื่อทราบเรื่องราวแห่งพระนิพพานสูตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากว่าท่านยังคิดว่า ร่างกายนี้ยังเป็นเราเป็นของเราอยู่ก็ตามที ให้ดูสรีระร่างกายขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นอัจฉริยมนุษย์ ประเสริฐกว่ามนุษย์ใดๆ องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถจะทรงพระวรกายอยู่ได้ฉันใด ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จงจดจำคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตอนที่ตัดกิเลสทั้งหมด ตอนที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตตรัสไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า
ท่านทั้งหลายจงอย่าสนใจกายในกาย นั่นก็หมายความว่า จงอย่าคิดว่า ร่างกายนี้ที่เป็นเราเป็นของเรา มันจะเป็นเราเป็นของเราต่อไป ไม่ช้ามันก็ต้องสลาย และ
ท่านทั้งหลายก็จงอย่าสนใจกายภายนอก คือสนใจร่างกายของบุคคลอื่น ที่เราคิดว่าคนอื่นจะเป็นที่พึ่งตลอดกาลตลอดสมัย จงอย่าคิดอย่างนั้น จงคิดว่าในไม่ช้าร่างกายของท่าน คงต้องพังไปเช่นเดียวกับร่างกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และในที่สุดองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่า ทุกคนจงอย่าสนใจวัตถุธาตุใดๆจะเป็นที่พึ่งที่อาศัย ในเมื่อเราตาย เราพังไป หรือมันพังไป ก็หมดการเป็นที่พึ่งที่อาศัย องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำเป็นพิเศษ ตามที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ตรัสเป็นปัจฉิมวาจาว่า
“อัปมาเทนะ สัมปาเทถะ”
ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
ต้องคิดว่าเราจะไม่มีความไม่ประมาทในชีวิต เราจะไม่ติดอยู่ใน โลภะ ความโลภ เราจะไม่ติดอยู่ใน โทสะ ความโกรธ เราจะไม่ติดอยู่ใน โมหะ ความหลง จิตใจของเราจะตั้งตรงอย่างยิ่งเฉพาะ พระนิพพาน
ในที่สุดนี้ อาตมภาพขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และ สังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการ ขอจงอภิบาลบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทุกท่าน ให้มีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลและจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัย ทั้ง ๔ ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากทุกท่านมีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ