พบหลวงปู่มั่นในนิมิต

เต้อ

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 178
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
  • ได้รับการอนุโมทนา: 2
    • ดูรายละเอียด
พบหลวงปู่มั่นในนิมิต
« เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2016, 10:10:53 AM »
ก่อนนอนข้าพเจ้าได้ท่องสาธยายมนต์ของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสวดพระคาถาชินบัญชร ขององค์สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมฺรังสี) พร้อมแผ่เมตตาไปยังหมู่สรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งสามภพ จบด้วยการนั่งสมาธิทำจิตให้สงบ แต่มีสิ่งหนึ่งในก้นบึ้งของดวงจิต ดั่งมารคอยจ้องขัดขวางการทำกุศลของข้าพเจ้า ให้คอยสะดุ้ง หวาดระแวงทุกครั้งไป

นี่กระมังที่เขาเรียกว่า “ประสาทหลอน” แต่ข้าพเจ้าขอเรียกว่า “ความกลัวในจิตใต้สำนึก” มากกว่าคือ กลัวในสิ่งที่มาไม่ถึงและมองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเราถูกเสี้ยมสอนให้รู้จักความกลัวตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ หรืออาจเป็นเพราะจิตเราสั่งสมความกลัวมาหลายภพหลายชาติ จนติดเป็นสันดานลงในดวงจิตมาจนถึงชาตินี้และทุกวันนี้

แม้กระทั่งคืนนี้ก็เช่นกัน ไม่อาจข่มตาข่มใจให้สงบได้ จึงเปลี่ยนใจใช้วิธีใหม่โดยการท่องสาธยายมนต์ต่อ เป็นเวลาค่อนคืนโดยสลับกับแปลภาษาบาลีเป็นไทย เพื่อให้เข้าใจในความหมายของบทสวดมากยิ่งขึ้น จนจิตเริ่มซาบซึ้งในธรรมบทอันเป็นพุทธพจน์ของพระพุทธองค์ ได้ผล จิตที่เคยกระสับกระส่าย หวาดระแวง กลัวจนสะดุ้งแม้กระทั่งเสียงร้องทักของจิ้งจก ตุ๊กแก เริ่มสงบลง

เมื่อจิตเริ่มสงบนิ่ง รอฟังเสียงสวดจากปากตัวเอง อาการง่วงนอนหายเป็นปลิดทิ้ง สวดเอง...เออเอง...แปลเอง...ฟังเอง...เข้าใจเอง...นี่หรือที่เขาเรียกว่า “ปัจจัตตัง” ที่ว่ารู้ได้เฉพาะตัว เข้าใจได้เฉพาะตน ข้าพเจ้าพร่ำสวดโดยไม่มีอาการเหน็ดหนื่อย หรือเบื่อหน่ายเลย จนกระทั่งภาวะจิตเริ่มเคลิบเคลิ้ม

และ ณ ที่แห่งหนึ่ง...สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า คือ สิ่งที่สมณสงฆ์ใช้ร่วมกันทำสังฆกรรมของวัดป่าแห่งนี้ “โบสถ์” นั่นเอง

ภายใต้ร่มเงาของแมกไม้อันสงบร่มรื่น ในเวลาโพล้เพล้ จวนจะสิ้นแสงตะวัน ข้าพเจ้าบอกตัวเองไม่ได้เช่นกันว่า พาตัวเองมายืน ณ สถานที่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน และไม่อยากคิดอะไรอีกต่อไป

มองเห็นพระอุโบสถอยู่เบื้องหน้า พลันดวงจิตหวนระลึกถึง “พุทโธ” ที่ข้าพเจ้าพร่ำท่องจนขึ้นใจ ทำให้นึกอยากเข้าไปนั่งในพระอุโบสถหลังนั้นอย่างจับจิตแต่ความกลัวในจิตใต้สำนึก เริ่มก่อตัวขึ้นอีกแล้ว ฉับพลันนั้นเองชายผ้าเหลืองของอริยสาวกองค์หนึ่ง ก็แว่บเข้าตาของข้าพเจ้าและค่อย ๆ สว่างจ้าขึ้น

จนกระทั่ง...ความหวาดระแวงในดวงจิตคลายตัวออกอย่างช้า ๆ ความอบอุ่นเย็นสบาย เริ่มเข้ามาแทนที่ และเมื่อข้าพเจ้าได้มองเห็นท่านเต็มองค์ จิตข้าพเจ้าก็รับรู้ว่าไม่ใช่ใครอื่นเลย เป็นภาพพระภิกษุวัยชรา ท่านเปี่ยมล้นด้วยแววแห่งเมตตาธรรม จะเป็นใครไปไม่ได้ ท่านคือ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต”

แต่เอ๊ะ...ก็ภาพของท่านที่ข้าพเจ้าเคยเห็น ท่านบึ้งตึง น่ากลัว...น่าเกรงขามนี่นา...แต่เค้าหน้าของพระภิกษุชราองค์นี้ เปี่ยมล้นไปด้วยแววแห่งเมตตาธรรมชัด ๆ โดยเฉพาะรอยยิ้มของท่านทำให้ข้าพเจ้าเกิด ปีติ เป็นยิ่งนัก จนถึงกับน้ำตาไหล ยากที่ผู้ใฝ่ธรรมอย่างข้าพเจ้าจะบรรยายได้

คงจะเป็นเพราะบารมีในองค์ท่านและกระแสแห่งเมตตาธรรมของท่านแผ่ถึงข้าพเจ้าจนรู้สึก...เย็น...สุข...ปีติ...สะอื้น...ถึงกับไปซบแทบเท้าท่าน

“หลวงปู่ครับ”

ข้าพเจ้าพูดได้เพียงเท่านั้น ก็ให้รู้สึกโล่งที่ศีรษะตนเอง เมื่อหลวงปู่เอามือตบเบา ๆ ที่หัวสามที

“ไม่ต้องพูดหรอกลูก ปู่รู้...ปู่เห็น...”

และแล้วธรรมที่หลวงปู่ท่านแสดงแก่ข้าพเจ้าในคืนนั้น ก็ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับอ้าปาก ตาค้าง ในเมื่อสายธรรมที่พรั่งพรูออกจากปากของหลวงปู่นั้น ล้วนแต่จี้ใจดำของข้าพเจ้าทั้งนั้น คือ เป็นคำตอบที่ไม่ต้องใช้คำถาม แต่ถูกต้องตรงจุดทุกข้อ อัศจรรย์จริง ๆ

นี่ละหรือ...ที่เขาเรียกว่า ผู้รู้...รู้อดีต...รู้อนาคต...รู้วาระจิตของตัวเอง...และผู้อื่น...

ข้าพเจ้าก้มลงกราบแทบเท้าหลวงปู่อีก ๓ ครั้ง...ด้วยความเคารพเลื่อมใสจนหมดหัวใจ ยังจำได้แม้กระทั่งคำสอนคำสุดท้าย ก่อนที่ภาพของหลวงปู่ท่านจะค่อย ๆ เลือนหายไปจากนิมิตของข้าพเจ้า

“อย่าท้อ...นะลูก จงเร่งความเพียรให้มากยิ่งขึ้น”

สหธรรมท่านใดที่หันเหชีวิตและความนึกคิดมาทางสายนี้แล้วไซร้ แต่ยังติดความหวาดระแวงสะดุ้งทุกคราที่นั่งฝึกสมาธิคนเดียว โดยเอาใจเป็นเพื่อน เอาความรู้จากหนังสือธรรมะเป็นครูเหมือนข้าพเจ้าแล้ว ตามข้าพเจ้ามา...บางทีท่านอาจจะหาทางออกจากอาการที่เป็นอยู่ก็ได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่ายังมีสหธรรมอีกหลายท่านที่ห่างไกลครูบาอาจารย์ เวลานั่งสมาธิแล้วมีอาการอย่างข้าพเจ้า

และนี่คือ คำสอนบางอย่างที่หลวงปู่สอนข้าพเจ้าในฝัน

“ก่อนอื่นลูกต้องทำความภูมิใจให้ตัวเองเสียก่อนว่า ลูกได้ก้าวมาถูกทางแล้ว ทางสายนี้คือ ทางเอก ทางตรง ที่ทำให้คนเราเป็นมนุษย์และเป็นอริยบุคคลได้ เพราะยังมีอีกหลายร้อย หมื่น แสน ล้านคน ที่ยังหลงทางจมอยู่กับอบาย เกลือกกลั้วอยู่กับความชั่ว อันมีโลภ...โกรธ...หลง...เป็นรากแก้วที่หยั่งลึกตรึกแน่นอยู่ในกมลสันดานยากที่จะฉุด จะถอน ในชาติเดียวภพเดียวได้

เมื่อลูกได้ตัดสินใจเดินทางสายนี้แล้ว ก็ย่อมจะมีอุปสรรคขวากหนามหรือเครื่องลองใจว่า จะหนักแน่นสักแค่ไหน เวลาลูกนั่งสมาธิ ลูกกลัวจะเห็นเหล่าโอปปาติกะ สัมภเวสี วิญญาณ พูดง่าย ๆ ว่ากลัวผีใช่ไหม”

ข้าพเจ้าก็ได้แต่อ้ำอึ้ง พูดไม่ออกเพราะถูกตรงใจดำพอดี

“นี่แหละคือ ขวากหนามข้อแรกละ ลูกต้องกล้าในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เพราะพระอริยเจ้าหรือแม้แต่พระโสดาบันก็ต้องผ่านขั้นตอนนี้ ทั้งนั้นแหละ

ทำใจเสียใหม่นะลูก จงมีสติเชื่อมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม) ทำใจให้หนักแน่นมั่นคง...มีสติ...ระลึกอยู่ที่คำภาวนาไม่ว่าตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ความรู้สึกได้สัมผัส ตัดใจเด็ดขาดให้แน่วแน่ลงไป ตายเป็นตาย แล้วตั้งสัจจะว่า จะไม่ลุกไม่หนีในสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน ไม่ตายหรอกลูก เทพเทวาท่านคอยคุ้มครองคนทำความดี และเมื่อลูกทำดั่งนี้ หลายๆครั้งจนเกิดความเคยชิน จิตของลูกจะยกระดับสูง ข้อสำคัญอย่าละความเพียรนะลูก”

และในความฝันนั้น ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งทำความเพียรในพระอุโบสถหลังนั้น ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่เป็นประธานเด่นสง่า และนั่งได้ดีโดยอาการสงบ สำรวมโดยไม่มีอาการที่เคยเป็นดั่งเช่นความจริงที่เคยเป็นมาก่อน

ครับ...ถึงแม้จะเป็นความฝัน แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้าเกิดปีติ จนต้องทำให้ระลึกถึงหลวงปู่ทุกครั้งที่นั่งทำสมาธิ และในความเป็นจริงเราทั้งหลายก็คงหมดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับหลวงปู่อีกแล้ว เพราะท่านได้ละสังขารเสียก่อนที่เราทั้งหลายจะลืมตามองโลกด้วยซ้ำไป

ข้าพเจ้าจึงโชคดีไม่น้อย ที่ได้สัมผัสกับหลวงปู่ท่าน ถึงแม้จะเพียงความฝันก็ตาม ซึ่งไม่ทำให้ข้าพเจ้าเสียกำลังใจเลย เพราะนี่เป็นแค่เพียงการเริ่มต้น “ปฏิบัติธรรม” ของข้าพเจ้าเท่านั้นเอง

ข้าพเจ้าจึงตั้งสัจจะไว้ว่า ชีวิตนี้ทั้งชีวิตขออุทิศให้ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และจะขอปฏิบัติธรรมให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ โดยมีเส้นชัยคือ พระนิพพานข้างหน้า

ฉะนั้นจึงอยากขอเตือนเพื่อนสหธรรมทั้งหลายว่า อย่าได้นิ่งนอนใจ หรือผัดวันประกันพรุ่งในการปฏิบัติธรรมเลย อย่าปล่อยเวลาให้พญามารเข้าครอบงำจิตใจ เพราะเราไม่ทราบว่า ความตายจะมาถึงเมื่อใด อย่าได้เพลิดเพลิน เร่งรีบขวนขวายทำตนให้พ้นภัยในสิ่งยั่วยวนตา ยั่วยวนใจ จงทำตัวให้หลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้เถิด

สุดท้ายข้าพเจ้ายังจำได้ สัจธรรมคำสอนสั่งของหลวงปู่ท่านในความฝัน แต่ใช้ได้ในความเป็นจริง ท่านว่า

“ทุก ๆ สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือแม้กระทั่งตัวของหลวงปู่เอง ก็ยังอยู่ในกฎของพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา (ไม่มีตัวตน)” เหล่านี้เป็นต้น

ที่มา : บทความของคุณอานันโท