กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
21
สารพัดสารพัน / กล้องติดรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี?
« กระทู้ล่าสุด โดย Smitto เมื่อ มีนาคม 27, 2019, 10:53:28 AM »
ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นมากมายอาจจะเป็นเพราะว่ารถยนต์ในเมืองไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมากและผู้ขับขี่เองมีความประมาทมากขึ้นเนื่องจากเราสามารถใช้โทรศัพท์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ทำให้เป็นตัวดึงความสนใจของเราได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพื่อนๆเคยเป็นไหมที่อยากจะเช็คโทรศัพท์ทุกๆ 5 นาทีทั้ง ๆ ที่เราขับรถอยู่?และการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่นั้นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งนอกจากความมึนเมาและความประมาทเลินเล่อบนท้องถนนแล้ว จริงๆแล้วการขับขี่ด้วยความมีวินัยนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎจราจรแล้วยังเป็นสามัญสำนึกขั้นพื้นฐานที่ผู้ขับขี่พึงมีอีกด้วย แต่ถ้าถามว่าเราเป็นคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว แล้วคนอื่นล่ะ? คนอื่นที่เราไม่สามารถควบคุมได้เราจะทำยังไง? ดังนั้น นอกจากจะมีตำรวจคอยช่วยเราแล้วทุกวันนี้เราก็ต้องปกป้องตัวเองด้วยการติดกล้องติดรถยนต์นั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ เราจะเห็นจากหลายคนสามารถถ่ายคลิปอุบัติเหตุหลายครั้งได้ แม้จะไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับตนแต่ก็สามารถถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนนและโพสต์ตามโซเชียลมีเดียหรือแม้กระทั่ง YouTube เพื่อการช่วยเตือนสติคนที่ขับรถให้มีความระมัดระวังมากขึ้นได้ หลายคนบอกว่าติดกล้องรถยนต์เพื่อเอาไว้เถียงตำรวจก็มี บางคนบอกว่าเอาไว้จับผิดสิ่งต่างๆบนท้องถนน บางคนก็บอกว่าติดไว้เพื่อบันทึกภาพวิวสวยๆขณะขับขี่เมื่อเดินทางไปเที่ยว และหลายคนบอกว่าติดกล้องติดรถยนต์เพื่อที่จะไว้ป้องกันตนเองเมื่อยามเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเกิดเหตุร้ายอย่างอุบัติเหตุขึ้นได้
เราจึงรู้สึกว่าการติดกล้องรถยนต์มีประโยชน์มากมายหลายอย่างทำให้เราอุ่นใจมากขึ้นเวลาขับขี่รถยนต์โดยเฉพาะในสมัยที่การขับขี่รถยนต์เป็นเรื่องที่อันตรายเพิ่มขึ้นเนื่องจากสามัญสำนึกของคนที่ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนและความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่นนั้นอาจจะน้อยลงไปวันนี้เราจึงจะมารีวิวกล้องติดรถยนต์ว่ายี่ห้อไหนดีเหมาะที่จะติดในรถของคุณ ๆ เรามาดูกัน7 รุ่นที่เป็นที่นิยมกันในตลาดและหาซื้อได้ในบ้านเรากัน ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย
22
เรื่องของ สิว อาจนับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวผด หรือสิวอักเสบ ไม่ว่าจะสิวเม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ต่างก็เป็นปัญหาที่ไม่ว่าจะทำให้หายไปยังไงก็ต้องกลับมาเป็นอีกเหมือนเดิม นั่นอาจไม่ใช่สาเหตุจากฝุ่น หรือสิ่งสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกาย การรับประทานอาหาร และการพักผ่อนก็มีส่วนที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน
สิว นั้นมักขึ้นเยอะที่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะคอและหลัง หากสาวๆ รักษาอย่างไม่ถูกวิธี รวมถึงยิ่งเป็นคนที่มีผิวหน้าแพ้ง่ายแล้วละก็ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผล ไปจนถึงผิวหนังติดเชื้อตามมาได้ ครั้นจะไปหาหมอก็น่าจะหมดเงินไปกับค่ารักษาเยอะอยู่เหมือนกัน แต่! อย่าเพิ่งกังวลไป ที่บอกแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษาให้หายด้วยตัวเองได้ เพราะ Sanook! Women ได้ลองเดินไปค้นทั้งในครัวและทั่วบ้านแล้วพบว่า ยังมีวัตถุดิบที่ช่วยรักษาสิวในแบบวิถีธรรมชาติได้ เอามาฝากกันถึง 5 อย่างด้วยกัน ไปเริ่มอ่านแล้วลองทำตามกันเลย
1. สมุนไพรที่มีอยู่ติดบ้าน อย่าง ไพล , ขมิ้น , ทานาคาฯ ช่วยได้
สมุนไพรบางอย่างที่เรามีติดตู้อยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะมีไว้ประกอบอาหาร หรือมีไว้สำหรับประโยชน์ในด้านอื่นๆ สาวๆ บางคนอาจไม่นึกว่ามันก็สามารถที่จะนำมาแก้ปัญหาสิวที่คอยกวนใจเราอยู่ทุกวันได้อย่างเห็นผลดีทีเดียว เพราะสมุนไพรนั้นถือว่าเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยา นอกจากจะนำมารักษาโรคบางอย่างแล้ว ก็ยังสามารถนำมาช่วยรักษาสิวตามแบบธรรมชาติได้อีกด้วย ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรที่เป็นสมุนไพรใกล้ตัว น้ำมาใช้รักษาสิวได้
ไพล เป็นสมุนไพรอย่างแรกที่ใช้รักษาสิวได้ มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี ไพลและดินสอพอง เริ่มต้นให้นำเหง้าไพรมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปตำให้ละเอียด ปิดท้ายด้วยการผสมดินสอพองลงไป แล้วคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ก็เป็นอันเสร็จ นำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออก สิวอักเสบก็จะค่อยยุบตัวลง หน้าใส และนิ่มขึ้น ไม่เป็นอันตรายต่อสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย เพราะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ
ขมิ้น เป็นสมุนไพรรักษาสิวอย่างที่สองที่สาวๆ นิยมนำมาใช้กันมากที่สุด จากปกติที่เคยเห็นว่าขมิ้นนั้นช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นวลเนียนเมื่อนำมาพอกที่ผิวกาย หรือผิวหน้า แต่รู้หรือไม่ว่าขมิ้นนั้นก็ยังสามารถช่วยให้สิวยุบหายไปได้ด้วย โดยสำหรับสูตรนี้แนะนำให้ใช้ขมิ้นสดเล็กน้อย ดินสอพอง และมะนาว 1 ลูก เริ่มหั่นขมิ้นสดออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปปั่นรวมกับดินสอพอง และน้ำมะนาวจนเข้าไปที่ได้เป็นเนื้อครีมเหนียวๆ หนืดๆ เมื่อเสร็จแล้วก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออก สิวและจุดด่างดำก็จะค่อยๆ ยุบและเลือนหายไป อีกทั้งยังเป็นการบำรุงผิวของเราไปด้วย ส่วนใครที่ต้องการเพียงแค่แต้มไว้ยังจุดที่เป็นสิวก็สามารถทำได้ แต้มแล้วทิ้งไว้ทั้งคืนค่อยล้างออก ทำเป็นประจำ 3 - 4 สัปดาห์ ใบหน้าของสาวๆ ก็จะกลับมาสวยใสได้อีกครั้งหนึ่ง
ทานาคา เป็นสมุนไพรรักษาสิวอีกหนึ่งตัวที่สาวๆ บอกกันมาว่าดีงาม ซึ่งทานาคานั้นเป็นผงที่ได้จากเปลือกไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากพม่า โดยเฉพาะสาวๆ พม่านั้นนิยมเอามาทาหน้าเพื่อเป็นการบำรุงผิว ป้องกันแสงแดด และป้องกันการเกิดสิวได้อย่างดีอีกด้วย มีสรรพคุณที่ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ผดผื่นคัน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดความมันบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว สำหรับสูตรนี้ก็ทำได้ไม่ยาก เพียงเตรียม ผงทานาคา น้ำผึ้ง และน้ำสะอาด ในปริมาณที่เท่าๆ กัน ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วหน้า อาจจะเน้นไปที่บริเวณที่เป็นสิวเยอะหน่อย ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 แล้วล้างออก นอกจากจะเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องทำให้สาวๆ ตกใจกับความเปลี่ยนแปลงแน่นอน !
2. แต้มสิวหยุดให้อยู่หมัดด้วย ยาสีฟัน
แน่นอนว่า ยาสีฟัน ต้องเป็นสิ่งที่แต่ละบ้านต้องมีไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ทุกเช้า หลังกินข้าว และก่อนนอน เท่าที่เคยได้อ่านคอมเมนต์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของการรักษาสิว ต่างก็เกิดความกังวลกันว่า ยาสีฟันจะช่วยรักษาสิวได้จริงๆ หรอ ? ต้องขอบอกตรงเลยว่าจริง ! แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นยาสีฟันอะไรก็ได้ ต้องเป็นยาสีฟันที่มีสีขาวเท่านั้น เพราะมีส่วนผสมของ Baking Soda, Hydrogen Peroxide, Triclosen ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวยุบเร็ว ที่สำคัญอยากให้เลือกที่มีส่วนผสมของ Fluoride น้อย หากว่าเป็นสูตรธรรมชาติได้ก็ยิ่งดี และให้งดใช้ยาสีฟันที่เป็นสูตร Whitening เพราะมีสารฟอกขาวที่อาจกัดผิวหน้าของเราได้ จากที่แพ้อยู่เป็นทุนเดิมก็จะยิ่งเป็นมากไปกันใหญ่ไม่ดีแน่
วิธีใช้ยาสีฟันรักษาสิว ให้สาวๆ เริ่มต้นล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็บีบยาสีฟันที่เตรียมไว้ออกมาเล็กน้อยบนนิ้วชี้ จากนั้นป้ายยาสีฟันบางๆ ลงบนสิวโดยตรง พยายามอย่าให้ยาสีฟันไปถูกบริเวณที่ไม่เป็นสิว หรือป้ายๆ ลงไปรัวๆ เนื่องจากว่ายาสีฟันจะช่วยให้สิวแห้งเร็ว เร็วเกินไปจนผิดปกติ อาจถึงขั้นทำให้ผิวหน้าของเราระคายเคืองได้ ป้ายยาสีฟันทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง หากเกิดอาการคันให้ทิ้งไว้แค่ 15 - 30 ก็เพียงพอ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นเป็นประจำจนกว่าสิวจะหายแล้วหยุด ไม่ควรใช้พร่ำเพื่อ
3. น้ำมะนาว ช่วยบรรเทาให้สิวหาย
ในน้ำมะนาวนั้นจะมี วิตามินซี เป็นส่วนประกอบ มีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องการสมานแผล ทำให้สิวเป็นอยู่แห้งลงและจางไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันการใช้น้ำมะนาวรักษาด้วยวิธีธรรมชาติก็มีอยู่หลายสูตร แต่จะขอแนะนำสูตรที่เป็นการใช้น้ำมะนาวเพียวๆ ก็เวิร์คเช่นกัน เริ่มต้น แนะนำให้ใช้มะนาวสด งดน้ำมะนาวขวด เพราะมีเบอร์เซนต์ของการเป็นมะนาวปลอมอยู่สูงมาก จากนั้นก็ให้บีบน้ำมะนาวสดใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เตรียมไว้ นำมาทายังจุดที่เป็นสิว ทิ้งไว้ราวๆ 1 ชั่วโมง แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าเป็นสิวแผลเปิดก็อาจจะแสบอยู่หน่อยๆ เพื่อความสวยต้องอดทนเนาะ ทำเช่นนี้เป็นประจำต่อเนื่อง 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะเห็นว่าสิวที่เป็นจะค่อยๆ จางลงจนเห็นได้ชัด
4. เบคกิ้งโซดา ทำขนมได้ รักษาสิวก็ดี
เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่สามารถนำมารักษาอาการสิบอักเสบได้เป็นอย่างดี รู้จักกันดีในชื่อของ ผงฟู หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับ pH ของผิว และช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวหน้าของเราได้ อาจลองนำมาทำเป็นครีมพอกผิวสำหรับสาวๆ ที่กำลังเจอปัญหาสิวอักเสบ และกำลังลุกลามไปทั่วทั้งใบหน้า ให้เตรียมส่วนผสมเป็น เบคกิ้งโซดา น้ำตาล น้ำร้อน น้ำมันงา และผ้าก็อซ เริ่มต้นให้เราต้มนำให้เดือด จากนั้นให้ใส่น้ำตาล และเบคกิ้งโซดาลงไปอย่างละ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน รอให้น้ำอุ่นลง เมื่ออุ่นได้ที่แล้วให้นำผ้าก็อซลงชุดแล้วบิดให้หมาดๆ นำไปปิดไว้ตรงบริเวณที่สิวอักเสบ หรือบริเวณหัวสิว ทิ้งไว้สักพัก ปิดท้ายด้วยการทำความสะอาดผิวด้วยน้ำอุ่น แล้วทาน้ำมันงาให้บริเวณผิวหน้าที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงทำความสะอาดผิวอีกครั้งหนึ่ง ทำเช่นนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะสังเกตได้ว่าผิวหน้าของสาวๆ จะกลับมาเนียนใส เปล่งปลั่ง ดูดีได้อีกครั้ง
5. มาส์กหน้าด้วย ไข่ขาว สิวเสี้ยนหาย หน้าตึงใส
วิธีรักษาสิวด้วยไข่ขาวนี้สาวๆ กระซิบบอกมาว่าเป็นวิธีการรักษาสิวแบบธรรมชาติที่เห็นผลได้อย่างดีมาก เริ่มแรกด้วยการล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นให้เตรียมไข่ขาว ตอกไข่ และแยกเอาไข่แดงออก เสร็จแล้วให้ทาไข่ขาวลงบนใบหน้าบางๆ แล้วปล่อยให้ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะเห็นความแตกต่างว่าผิวของคุณสาวๆ กระชับมากขึ้น
23
เล่าสู่กันฟัง / Re: พระอาจารย์ฝั้นรู้ด้วยญาณต่อพระมหาอำพร
« กระทู้ล่าสุด โดย Kazino เมื่อ มีนาคม 25, 2019, 11:56:43 AM »
สาธุผมนี้เลื่อมใสท่านมากๆ ครับ
24
สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่จริงจังกับการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กำลังมีค่าเกินมาตรฐานอยู่ในบางพื้นที่ขณะนี้ ก่อนหน้านี้ Sanook! Home เคยนำเสนอวิธีการดูแลตัวเองเมื่ออยู่บ้านท่ามกลางสภาพฝุ่นละอองลอยไปทั่ว ว่าอยู่อย่างไรถึงจะปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในคำแนะนำเมื่อต้องอยู่บ้านคือการเปิดเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งหลายบ้านอาจยังไม่มี หรือกำลังตัดสินใจซื้อ เราจึงมีคำแนะนำเรื่องการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะกับบ้านและอากาศที่แย่ลงทุกๆ วัน
รู้จัก “เครื่องฟอกอากาศ”
เครื่องฟอกอากาศ  Air Purifier หรือ Air Cleaner เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยกำจัดฝุ่น หรือสิ่งแปลกปลอมในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย เชื้อไวรัส กลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ เครื่องฟอกอากาศจึงเหมาะสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ สำหรับการทำงานของเครื่องฟอกอากาศคือการดูดอากาศเข้าตัวเครื่องและผ่านตัวกรองให้ดักจับสิ่งแปลกปลอมในอากาศ อากาศที่ออกมาจึงบริสุทธิ์และสะอาด
วิธีเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ
เมื่อตัดสินใจจะเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ นี่คือปัจจัยที่ใช้พิจารณาประกอบการเลือกซื้อ
-   ขนาดของห้อง ใช้หลักการเดียวกันกับการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศเลยก็ว่าได้ ยิ่งห้องมีขนาดใหญ่เท่าไร ก็ต้องเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อจะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นวิธีการคือวัดขนาดกว้าง ยาวของห้อง แล้วดูค่าเปลี่ยนถ่ายอากาศทุกชั่วโมงของเครื่องฟอกอากาศว่าค่าคือเท่าไร
-   ค่า CADR อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการพิจารณาซื้อเครื่องฟอกอากาศคือการดูจากอัตราเปลี่ยนถ่ายอากาศต่อชั่วโมง หรือค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ซึ่งตัวเลขนี้จะได้จากการวัดปริมาณอากาศทั้งหมดที่ระบบฟอกอากาศสามารถทำความสะอาดได้ภายใน 1 นาที ซึ่งปกติจะแสดงผลเป็นตัวเลข 3 ตัวเลขคืออัตราทำความสะอาดอากาศที่มีฝุ่นละออง อากาศที่มีเกสรดอกไม้ และอากาศที่มีควันบุหรี่ ยิ่งตัวเลขสูง ย่อมแสดงว่าเครื่องฟอกอากาศนั้นสามารถทำงานได้ดี
-   Air Volume หรือ Air Flow นี่เป็นอีกสิ่งที่ควรพิจารณาประกอบการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ เพราะเมื่อมีสิ่งสกปรกเข้าไปอัดแน่นอยู่เป็นจำนวนมาก มันจะเป็นเครื่องกรองที่ช่วยทำความสะอาดเครื่องฟอกอากาศด้วยตัวเอง
-   ระบบการใช้งานต่างๆ เรื่องระบบการใช้งานต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าต้องการตอบสนองความสะดวกสบายของตนเองมากน้อยแค่ไหน แต่ระบบที่ขาดไม่ได้คือระบบออโต้โมดซึ่งเป็นระบบที่สามารถปรับระดับความเบา ความแรงของเครื่องฟอกอากาศได้เองโดยอัตโนมัติ รวมทั้งควรมีฟังก์ชั่นการตั้งเวลาเปิด-ปิดเพื่อให้เครื่องสามารถหยุดการทำงานในขณะที่เราหลับหรือไม่อยู่บ้าน
-   ระดับเสียง เครื่องฟอกอากาศที่ดีควรมีระดับเสียงต่ำขณะทำงาน เพราะผู้เป็นภูมิแพ้บางคนอาจต้องเปิดเครื่องฟอกอากาศขณะนอนหลับ ดังนั้นจึงควรเลือกระดับเสียงในการทำงานที่มีค่าประมาณ 30-31 เดซิเบล ส่วนใครที่ไม่คิดว่าจำเป็นต้องใช้งานตอนกลางคืน อาจข้ามเรื่องเสียงไป
-   อะไหล่เครื่องฟอกอากาศ เมื่อต้องตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ นอกจากเรื่องของระบบการทำงาน ดีไซน์ต่างๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ควรคิดและพิจารณาไว้ล่วงหน้าเลยก็คืออะไหล่ของเครื่องฟอกอากาศที่อาจต้องพิจารณาว่าถ้าเกิดเครื่องฟอกอากาศมีปัญหาขึ้นมาในภายหลัง เราจะสามารถหาซื้ออะไหล่เหล่านั้นได้สะดวกหรือไม่ โดยเฉพาะพวกแผ่นกรองและไส้กรองต่างๆ
-   ประหยัดค่าไฟ ส่วนหนึ่งที่ทำให้มีผลต่อค่าไฟคือแผ่นกรอง ถ้าแผ่นกรองหนาแน่นมากอากาศผ่านได้น้อย จะยิ่งทำให้เครื่องฟอกอากาศทำงานหนัก และกินไฟ ดังนั้นควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองแบบที่อากาศไหลผ่านได้ดี รวมทั้งให้พิจารณาฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ร่วมด้วย
25
สารพัดสารพัน / Re: น่าจะมีผักเพื่อสุขภาพบ้างนะครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย kawinha เมื่อ มีนาคม 22, 2019, 11:29:47 AM »
90minup ข่าวกีฬา ฟุตบอล ผลบอล วิเคราะห์บอล พรีเมียร์ลีก ฟุตบอลไทย
ข่าวกีฬา
ข่าวฟุตบอล
ฟุตบอลไทย
วิเคราะห์บอล
ผลบอล
ฟุตบอล
90minup
26
สารพัดสารพัน / gclub-vip.com สมัคร Vip วันนี้รับทันที 1,000 บาท
« กระทู้ล่าสุด โดย kawinha เมื่อ มีนาคม 21, 2019, 04:59:28 PM »
gclub-vip.com สมัคร Vip วันนี้รับทันที 1,000 บาท
คลิก>>> gclub
คลิก>>> จีคลับ
คลิก>>> gclub casino
27
สารพัดสารพัน / Re: น่าจะมีผักเพื่อสุขภาพบ้างนะครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย kawinha เมื่อ มีนาคม 19, 2019, 04:01:23 PM »
GCLUB-SLOT.COM บริการ สล็อตออนไลน์ GCLUB SLOT
Gclub Slot ยินดีต้อนรับลุกค้าทุกท่านเข้าสู่เกมส์เดิมพัน สล็อตออนไลน์ ที่กำลังได้รับกระแสนิยมจากผู้คนจำนวนมากด้วยมาตรฐานที่เปิดบริการมายาวนานกว่า 10 ปี ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร มีเกมส์สล๊อตที่มากไปด้วยคุณภาพ จีคลับ ทันสมัย คมชัดทั้งภาพและเสียง ให้คุณเดิมพันเสมือนอยู่ในคาสิโนจริงเลยทีเดียว Gclub
28
กระแสธรรม / Re: ปิดปากไว้ไม่พูดไม่จา ดีกว่าไปนินทาคนอื่น
« กระทู้ล่าสุด โดย Deausmix เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 03:03:07 PM »
พูดถูกครับผมอย่าว่าคนอื่นเลย
29
ธรรมปฏิบัติ / Re: ต้องการคำแนะนำในการทำธรรมปฏิบัติ
« กระทู้ล่าสุด โดย Deausmix เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 03:02:24 PM »
มาปฎิบัติธรรมร่วมกันครับ
30
ธรรมปฏิบัติ / หลักการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
« กระทู้ล่าสุด โดย Vasikato เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 11:50:56 AM »
ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น เราจะต้องทำความรู้จักก่อนว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ดียิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดเก็บข้อมูล อาจเป็นได้ทั้งรูปแบบของตัวเลข ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายของสิ่งต่างๆ โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ จึงทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายรูปแบบและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องและมีความรวดเร็วอีกด้วย

เมื่อรู้แล้วว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร คราวนี้จะมาแนะนำการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นต่างๆ ที่จำเป็น โดยเริ่มตั้งแต่เปิดเครื่อง เปิดโปรแกรมที่จำเป็น การจับเม้าส์ จนกระทั่งปิดโปรแกรมที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วเป็นต้น

เริ่มจากเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
ตรวจสอบว่าเสียบปลั๊กไฟทุกเส้นที่ต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วหรือไหม
กดปุ่ม power ที่ตัวเครื่อง PC จะเห็นไฟติดที่หน้าจอ, เครื่อง และแป้นพิมพ์
รอสักพักที่หน้าจอภาพจะมีข้อความเพื่อตรวจสอบระบบต่างในตัวเครื่อง จากนั้นจะมีเสียงดังขึ้น 1 ครั้ง
ภาพหน้าจอจะขึ้นคำว่า Windows เป็นสัญลักษณ์ว่าเครื่องพร้อมใช้งาน

การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
คลิกที่ปุ่ม Start
เลือก Shut down
แล้วเลือกปุ่ม ok เพียงเท่านี้เครื่องก็จะทำการปิดระบบต่างๆของเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากนั้นเครื่องจะดับเอง และต้องกดปิดสวิทช์ที่หน้าจอ

การกดปุ่มบนเม้าส์ (Mouse)
หากสังเกตจะเห็นว่าที่เม้าส์มี 2 ปุ่ม ซ้ายและขวา ส่วนบางรุ่นก็จะมีล้อตรงกลางเพื่อใช้เลื่อน ขึ้น ลง บนหน้าจอภาพ ซึ่งมีวิธีการกดปุ่มเม้าส์อยู่ทั้งหมด 4 วิธีคือ
คลิก (Click) คือการนำนิ้วชี้กดปุ่มด้านซ้ายของเม้าส์ 1 ครั้ง เพื่อใช้ในการเลือกสิ่งต่างๆบนจอภาพ
ดับเบิ้ลคลิก (Double Click) คือการนำนิ้วชี้กดปุ่มด้านซ้ายของเม้าส์ 2 ครั้งติดกันอย่างเร็วๆ ใช้สำหรับเปิดโปรแกรมที่อยู่ด้านซ้ายของจอภาพ
แดร๊ก (Drag) คือการกดปุ่มซ้ายของเม้าส์ค้างเอาไว้ แล้วลากเม้าส์เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ
คลิกขวา (Right-Click) คือการใช้นิ้วกลางกดไปที่ปุ่มข้างขวาของเม้าส์ 1 ครั้ง ใช้เพื่อเข้าเมนูลัดของโปรแกรม

การขยายหน้าต่างของโปรแกรมให้เต็มจอภาพ
เลื่อนเม้าส์ไปที่หน้าต่างด้านบนขวามือ แล้วคลิกปุ่มที่เป็นขีดลบ จะขึ้นคำว่า Minimize
คลิกลงไป 1 ที ระบบก็จะทำการซ่อนหน้าต่างลงไปไว้ด้านล่างตรงทาสบาร์
ส่วนที่ทาสบาร์จะมีคำเขียนไว้ว่าซ่อนโปรแกรมอะไรไว้
หากต้องการเรียกขึ้นมาใช้งานให้คลิกที่ปุ่มด้านล่างทาสบาร์ที่ซ่อนเอาไว้ เครื่องก็จะทำการเปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาแทน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นเท่านั้น ยังมีขั้นตอนต่างๆ อีกมากมายที่ผู้ใช้งานควรที่จะต้องเรียนรู้ ก่อนที่จะเริ่มใช้งานจริง
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10