กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
กระแสธรรม / Re: คนเลว
« กระทู้ล่าสุด โดย Jitipnut เมื่อ พฤศจิกายน 16, 2017, 05:32:52 PM »
ใช่เลยครับ
2
สารพัดสารพัน / Re: น่าจะมีผักเพื่อสุขภาพบ้างนะครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Jitipnut เมื่อ พฤศจิกายน 16, 2017, 05:32:10 PM »
อย่าบังคับจะดีกว่าครับควรหาผักที่เค้าชอบดีกว่าครับ
3
สารพัดสารพัน / Re: ขอประโยชน์ของถั่วเขียวหน่อยครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย เต้อ เมื่อ กันยายน 11, 2017, 08:07:42 PM »
ประโยชน์ และ สรรพคุณ ของถั่วเขียว

สรรพคุณของถั่วเขียว
- โพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง
- ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง
- ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีน และกาดหดตัวข้องกล้ามเนื้อ
- ช่วยลดความดันโลหิต
- ช่วยทำให้เจริญอาหาร
- ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมาก ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร
- ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
- ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย
- ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานได้
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
- ช่วยขับร้อน แก้อาการร้อนใน และช่วยแก้พิษในฤดูร้อน
- ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย
- เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มกับเกลือ ใช้อมเพื่อรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้
- ช่วยถอนพิษในร่างกาย
- ช่วยกระตุ้นประสาท ถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้นและยังอุดมไปด้วยฟอสฟอสรัส ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง
- ช่วยบำรุงสายตาทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ (เปลือกสีเขียว)ช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ ด้วยการรับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ ๑๕-๒๐ กรัมเป็นประจำ
- ช่วยรักษาคางทูมที่เป็นใหม่ๆ ด้วยการต้มถั่วเขียว ๗๐ กรัมจนใกล้สุก แล้วใส่แกนกะหล่ำปลีลงไป / หัวต้มอีก ๑๕ นาที กินเฉพาะน้ำวันละ ๒ ครั้ง
- ช่วยแก้อาการอาเจียนจากการดื่มเหล้า ด้วยการดื่มน้ำถั่วเขียวพอประมาณช่วยขับของเหลวในร่างกาย
- ในถั่วเขียวอุดมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ดี จึงช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี๒ ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกได้
- ถั่วเขียวมีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังส่งผลดีต่อระบบลำไส้โดยรวมอีกด้วย
- เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มแล้วกินใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
- ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ
- ช่วยบำรุงตับ
- ช่วยแก้อาการไตอักเสบ
- ช่วยแก้ผดผื่นคัน
- ช่วยลดบวม
- ช่วยรักษาโรคข้อต่างๆ แก้ขัดข้อ
- ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ถั่วเขียวดิบหรือต้มสุก นำมาใช้ตำแล้วพอกเป็นยารักษาภายนอกช่วยในการบ่มหนองให้ฝีกสุก และยังใช้รักษาอาการอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น แก้ท้องร่วง การคลอดบุตรยาก และโรคท้องมาน
- นำมาใช้ตำพอกแผล
- ช่วยแก้พิษจากพืช พิษจากสารหนู และพิษอื่นๆ
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี๑ ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลทสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้
 
ประโยชน์ของถั่วเขียว
- ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยรักษาและสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิวหนัง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวและยังช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะอีกด้วย
- สำหรับผู้ที่เป็นสิวฝ้า เนื่องจากความร้อนในร่างกาย ให้รับประทานถั่วเขียวต้มน้ำตาล ๑ ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยป้องกันการเกิดสิวและทำให้สิวลดลงได้ เนื่องจากถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ช่วยตับขับสารพิษกับความร้อนออกจากร่างกายได้
- ถั่วเขียวดิบเป็นแหล่งของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตชั้นยอด สามารถนำมาต้มกับน้ำตาลเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย และทำให้อิ่มท้องได้นานยิ่งขึ้น- ถั่วเขียวมีโปรตีนสูงเมื่อเทียบกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดอื่นๆ และยังเป็นโปรตีนที่มีราคาถูก
- เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ ซึ่งโปรตีนที่ได้จากพืช จะช่วยหลีกเลี่ยงการได้รับไขมันที่เกินความจำเป็นจากโปรตีนของเนื้อสัตว์ได้อีกด้วย
- โปรตีนจากถั่วเขียวมีคุณสมบัติที่ย่อยง่ายและเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเกือบทั้งหมด
- ถั่วเขียวสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน โดยเมล็ดใช้เป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ ส่วนลำต้นและเปลือกที่เหลือ สามารถนำมาไถกลบลงดิน เพื่อช่วยบำรุงดินให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากมีชีวมวล (Biomass) สูง- ต้นถั่วเขียวที่เก็บฝักแล้ว สามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้เป็นอย่างดี แถมยังมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าหญ้าอีกด้วย
- ถั่วเขียว สามารถนำมาแปรรูปและใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่น การนำมาใช้เพาะถั่วงอก หรือใช้ทำแป้งถั่วเขียว ทำวุ่นเส้น ทำซาหริ่ม หรือทำเป็นขนมต่างๆ เช่น ถั่วกวน เต้าส่วน เม็ดขนุน ถั่วแปบ ขนมลูกเต๋า ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ทำข้าวเกรียบ ขนมครองแครง ขนมหันตรา ขนมลูกชุบ ขนมเทียนแก้ว ขนมเปียก ขนมกง ฯลฯ และฝักถั่วเขียวที่เกือบแก่ ยังนำมาใช้ต้มกับเกลือใช้กินเมล็ดได้เช่นเดียวกับถั่วแระ
- กากถั่วเขียวเหลือจากโรงงานวุ้นเส้นสามารถนำมาใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ หรือใช้ทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้
- วุ้นเส้นที่ผลิตมาจากถั่วเขียวมีคุณสมบัติการตอบสนองต่อน้ำตาลในเลือดต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ อย่างเช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว หรือเส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว มันจึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
- ถั่วเขียวยังสามารถนำมาใช้ในด้านความงามได้อีกด้วย โดยทำเป็นสครับถั่วเขียว สูตรทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น โดยไม่ทำลายผิวพรรณ เพราะมีค่า pH เท่ากับผิวกาย และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของผิว อีกทั้งกลิ่นจากถั่วเขียวยังช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้อีกด้วย วิธีการทำสครับก็คือให้นำถั่วเขียวที่ยังไม่ต้มมาบดพอให้หยาบผสมกับน้ำเปล่าเล็กน้อย หรือน้ำผึ้งก็ได้ แล้วนำมาพอกที่ใบหน้าหรือผิวกายทิ้งไว้ประมาณ ๒๐ นาทีแล้วจึงล้างออก
- ถั่วเขียวกับสูตรลดเลือนจุดด่างดำ หรือรอยแผลสิว รวมไปถึงรอยแผลที่เกิดจากผื่นคันตามร่างกาย ด้วยการใช้ถั่วเขียว ๓ ช้อนโต๊ะ, มันฝรั่ง ๑ หัว, และน้ำมันมะกอก ๒ ช้อนชา ขั้นแรกก็ให้นำถั่วเขียวและมันฝรั่งมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปต้มจนสุก จากนั้นให้นำถั่วเขียวและเนื้อมันฝรั่งมาบดรวมกันแล้วเติมน้ำมันมะกอกลงไปผสมจนเข้ากัน เสร็จแล้วนำมาใช้ขัดผิวบริเวณที่จุดด่างดำ โดยใช้เวลาขัดอย่างน้อย ๕ นาทีแล้วล้างออก
- ถั่วเขียวยังถูกนำมาใช้ในการพอกหน้าขัดหน้าและขัดตัวเพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณ ดูดซับไขมัน ช่วยลดสิว ป้องกันการเกิดสิว และช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าเต่งตึง

ที่มาข้อมูล http://frynn.com/
4
สารพัดสารพัน / ขอประโยชน์ของถั่วเขียวหน่อยครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Merincot เมื่อ กรกฎาคม 18, 2017, 09:46:05 AM »
พอจะหาได้ไหมครับ
5
สารพัดสารพัน / Re: มะม่วง ผลไม้เพื่อสุขภาพ
« กระทู้ล่าสุด โดย Merincot เมื่อ กรกฎาคม 18, 2017, 09:45:01 AM »
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ
6
มีเหตุการณ์อัศจรรย์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับ "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ" บูรพาจารย์แห่งกองทัพธรรมพระป่ากรรมฐานผู้อบรมลูกศิษย์ลูกหาให้เป็นพระอริยเจ้ามากที่สุดในบรรดาคณาจารย์กรรมฐานทั้งหลาย (ตามฉายาภาษามคธว่า "ภูริทัตโต" ซึ่งหมายถึง "ผู้แจกจ่ายวิชาความรู้")

เหตุการณ์ที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับ "เทวดาเยอรมัน" ที่ได้มาพบหลวงปู่มั่นเพื่อขอให้ท่านเทศนาธรรมให้ฟัง โดยเรื่องนี้มีข้อมูลบันทึกไว้ในหนังสือชีวประวัติของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่นพำนักอยู่ที่บ้านอีก้อทางภาคเหนือ  ระหว่างพำนักอยู่นั้นได้มี "เทวดาจากประเทศเยอรมนี" มาปรากฏตัวเพื่อขอฟังธรรมเทศนาจากท่าน โดยแสดงความประสงค์ว่าต้องการฟังเทศนาที่ชื่อว่า "ชัยชนะคาถา"

เมื่อหลวงปู่มั่นทราบความประสงค์ก็ได้กำหนดจิตถึงบทธรรมที่ตรงกับความต้องการของเทวดา แล้วบทธรรมก็ผุดขึ้นมาภายในว่า "อักโกเธนะ ชิเนโกธัง" ซึ่งท่านได้แสดงความหมายให้เทวดาเยอรมันฟังว่า

"ธรรมนี้แหละเป็นยอดแห่งธรรมที่ผู้หวังชัยชนะควรเจริญให้มาก  โลกมีความร่มเย็นเป็นสุขต่อกันตลอดมาก็เพราะธรรมนี้เป็นเครื่องปราบปรามความชั่วทั้งหลาย เช่น ความโกรธ ให้เสื่อมสิ้นอำนาจในการทำลายสังคมมนุษย์และเทวดา ทำให้โลกมีความเจริญและสงบสุขโดยทั่วกัน  เทวดาควรมีธรรมนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวประสานกัน  ถ้าโลกขาดชัยชนะนี้แล้ว อย่างน้อยก็เกิดความไม่สงบสุข มากกว่านั้นก็สังหารทำลายกันให้ฉิบหายย่อยยับโดยถ่ายเดียว ... ฯลฯ"

พลันที่ธรรมเทศนาบทนี้จบลง เทวดาก็อนุโมทนาสาธุสามครั้ง เสียงการอนุโมทนาบุญสะเทือนไปทั่วทั้งโลกธาตุ!!

หลังเสร็จจากการเทศนา หลวงปู่มั่นถามเทวดาว่า อยู่ไกลถึงประเทศเยอรมัน ทำไมทราบว่าท่านอยู่ที่นี่

เทวดาตอบว่า

"สำหรับหลวงปู่มั่นแล้ว จะอยู่ที่ไหนเทวดาก็ทราบกันทั้งนั้น  นอกจากนี้ เทวดาในประเทศไทยก็ไปมาหาสู่เทวดาในประเทศเยอรมันเป็นประจำ  การไปมาของเทวดานั้นลอยเหาะกันด้วยฤทธิ์ เหมือนกระแสจิตที่ส่งไปถึงที่หมายเพียงชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้น"

ภายหลัง หลวงปู่มั่นเล่าถึงเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังว่า  เทวดาเยอรมันได้มาขอฟังเทศน์จากท่านอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเทวดาที่สถิตอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยก็มาฟังเทศน์บ่อย ๆ  การแสดงความเคารพของเทวดาทุกหมู่เหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ  ในขณะที่เข้ามาพบท่านจะไม่เข้ามาจากด้านที่มีพระอยู่ และจะมาในยามดึกสงัด  มาถึงแล้วก็พากันทำประทักษิณ (เวียนขวา) สามรอบด้วยความสงบเสงี่ยม  เวลาจะกลับก็พร้อมใจกันทำประทักษิณอีกสามรอบแล้วค่อย ๆ ถอยห่างออกไป  พอพ้นเขตที่พำนักแล้วก็ค่อย ๆ ลอยเหาะขึ้นไปบนอากาศดุจปุยสำลี

----------------------------------------------------------------------

 

ที่มา : หนังสือ "ประวัติ ข้อวัตรและปฏิปทา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" (โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑ วัดป่าพระอาจารย์มั่น อ.พร้าว จ.เชียงใหม่)

เรียบเรียงโดย ณัฐวุฒิ แจ๊ดสูงเนิน : สำนักข่าวทีนิวส์
7
กระแสธรรม / เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐
« กระทู้ล่าสุด โดย เต้อ เมื่อ พฤษภาคม 25, 2017, 03:36:06 PM »
เสียงธรรมจากพระองค์ที่ ๑๐

จิตวิญาณ หรือ อทิสมานกาย ที่พวกเราชอบเรียกกันทางมโนมยิทธิว่า กายทิพย์ อทิสมานกายหรือกายทิพย์นี่มีอยู่กับสัตว์ทุกประเภท คนทุกคน ทีนี้คนและสัตว์มีวิญญาณเหมือนกันมั้ย เหมือนกันคุณโยมเหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขาว เป็นดำ เป็นด่าง เป็นไอ้แต้ม ไอ้ตูบอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันมีจิตวิญญาณเหมือนกันหมด เมื่อมีจิตวิญญาณเหมือนกัน ก็แสดงว่าจิตวิญญาณ ตัวนี้แหละคือ ตัวร่างกายของเรา ทีนี้เมื่อเราเจ็บ จิตวิญญาณมิได้เจ็บหรือไง เมื่อเราป่วยจิตวิญญาณมิได้ป่วยด้วย เมื่อจิตวิญญาณมิได้ป่วยร่างกายเราป่วย แต่เหตุที่เรามีความรู้สึกมีอาการอย่างนั้น เพราะความเคยชิน ความที่เราผูกพันต่อมันว่านี่เป็นของเรานะ ตัวกูต้องเป็นของกู ผมก็ของกู ฟันก็ของกู เล็บก็ของกู หนังก็ของกู ความจริงแล้วมันไม่ใช่ของกู มันเป็นของเขา แต่เราไปยืมเขามาใช้ ใช้แล้วหลงระเริง ไม่ยอมคืนชาวบ้านเขา หรือนึกว่ากูจะไม่คืนต่อไปละกูจะครองไว้ตลอดชาติตลอดสมัย พวกนี้โง่บรรลัยบัดซบที่สุด ใช้ไม่ได้ ไม่มีปัญญาแล้ว ยังโง่หลอกหรือโกงของชาวบ้านเขามาอีก เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้สภาพความเป็นจริงว่า ตัวเราจริง ๆ คือจิตวิญญาณเสียแล้ว พระองค์พระจอมตรัย พระองค์ก็ทรงดำรัสต่อไปว่า นี่ในคัมภีร์วชิระปัญญา ฝ่ายมหายาน มีการเขียนเป็นคัมภีร์ไว้อย่างนั้นอย่างนี้ว่า จิตวิญญาณหรือจิตเดิมแท้ของมนุษย์ทุกประเภท เป็นจิตของพุทธะ พุทธะเป็นความเบิกบาน เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความใสสะอาด

เมื่อจิตของพุทธะมีอยู่ในร่างกายของคนเราทุกคนแล้ว แล้วเราทำไมไม่เห็นจิตเดิมแท้ ไม่เห็นธรรมพุทธะ หรือไม่เห็นกายที่พวกเราเข้าใจเรียกว่าเป็นกายของพระอริยเจ้านั้นได้ เพราะเหตุที่มีตัวสีมาฉาบทา ให้เราไม่สามารถเห็นไอ้ตัวสีนี้แหละเป็นเครื่องเกาะกินใจอย่างร้ายกาจ เป็นเครื่องทำลายความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณ สีมีกี่อย่าง กี่ประเภท สีที่องค์สมเด็จพระจอมตรัยถือว่า เป็นตัวคอมมิวนิสต์ คอยเกาะกินความดีนี้ก็คือ ตัวราคะ เมื่อสีราคะเกิด จิตวิญญาณที่ใสสะอาดย่อมเศร้าหมองขุ่นมัว ตัวต่อไป สีตัวที่สองคือตัว โทสะ เมื่อ ตัวโทสะเกิด ขาดปัญญา เมื่อสีตัวที่สองมี สีตัวที่สามก็ย่อมมี สีตัวที่สามก็คือ โมหะ ทั้งสามตัวนี้เป็นสีใหญ่ ๆ ที่มาแปดเปื้อนจิตวิญญาณของเรา หรือตัวเราจริง ๆ ให้ต้องได้รับความที่ว่าไม่สามารถใช้พลัง หรือ ใช้อำนาจจิตวิญญาณหรือใช้อำนาจกายทิพย์เราได้ เพราะยังงั้นพระองค์สมเด็จพระจอมตรัยจึงบอก วิธีการปฏิบัติทำตนให้เข้าถึงจิตแท้ของเธอ จิตเดิมแท้ของพระอริยเจ้าหรือพูดง่าย ๆ ที่พวกเราชอบเรียกว่า กายของพระพุทธเจ้า หรือ กายของพระอรหันต์นั่นเอง เพราะยังงั้นเมื่อพวกเรามีกายของพระอรหันต์ มีกายของพระอริยเจ้าอยู่ทุกคน เราก็มาหาวิธีปฏิบัติที่จะทำให้ถึงกายของพระอรหันต์องค์นั้น

วิธีปฏิบัติที่จะทำให้ถึงกายพระอริยเจ้าในจิตของเราคือ พระองค์ทรงสอนว่า เริ่มแรกต้องทำกายให้เป็นปกติ ทำวาจาให้เป็นปกติ ทีนี้กายวาจาจะปกติได้พระองค์บอกว่าต้องมีสิกขาบท สิกขาบทคือข้อยกเว้น ข้อห้าม ข้อห้ามนี้เรียกว่า ศีล ศีลแปลว่า ปกติ บุคคลใดมีศีลบุคคลนั้นปกติ เมื่อมีกายปกติแล้ว ความสะอาด ความสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์ของใจย่อมแผ่พลานุภาพให้เห็น เกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ คือ พลังสมาธิ เมื่อมีสมาธิแล้วปัญญาย่อมเกิด เมื่อปัญญาเกิด จึงนำเอาปัญญาเหล่านี้แหละ ที่ได้จากสมาธิและศีลนี่ ไปตัดตัวสีทั้งสามตัว คือตัวราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลงหน่อย ก็ถือว่าเป็นพระโสดาบัน คนที่เป็นสกิทาคา อนาคาก็ล้างให้สะอาดมากขึ้นไปอีกนิดนะ ลดหลั่นตามชั้นของพระอริยเจ้า คนที่เป็นพระอรหันต์นี่หนักหน่อย ล้างมากหน่อย จึงใสสะอาด เพราะฉะนั้นอำนาจกำลังสมาธิเกิดขึ้นได้เพราะศีล อำนาจศีลเกิดได้เพราะใจเราตั้งเป็นปกติ กายเป็นปกติ อำนาจปัญญาเกิดได้เพราะอาศัยสมาธิเป็นเกณฑ์ เมื่อพวกเราทราบอย่างนี้ จิตเดิมแท้ของเราเป็นพุทธะ เราก็น้อมนำตนให้เข้าถึงจิตเดิมแท้ ทำความรู้สึกว่า ธรรมะอยู่กับตัวเรา เราคือธรรมะ ธรรมะเป็นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มันไม่ใช่อยู่ที่ไหน มิใช่อยู่ที่พระไตรปิฏก ไม่ใช่อยู่ที่ตำราหรือตัวอาตมา หรือครูบาอาจารย์ที่ไหน แต่พวกเรามีธรรมะทุกคน แต่เหตุที่เราไม่รู้จักนำเอาธรรมะหรือพระอริยเจ้าในจิตของเรามาใช้ ก็เพราะว่าเราไปโง่หลงงมงายว่านี่ของกู ลูกของกู ผัวของกู เมียของกู สมบัติพัศสถาน ทั้งหมดที่อยู่ในรอบกายเราเป็นของกู เมื่อเป็นของกูตัวนี้เป็นภาษาศัพท์ธรรมะ เขาเรียกว่าอะไร เขาเรียกว่าความผูกพันทางใจ ความผูกพันทางร่างกาย เริ่มแรกมีความผูกพันทางร่างกายเสียก่อน เราสร้างพันธะให้เกิดขึ้นกับร่างกายขึ้นมา เมื่อพันธะของร่างกายเกิด ใจก็ผูกพันเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นเมื่อใจผูกพัน ไอ้ใจที่มันเคยใสสะอาด เป็นอิสระ เปรียบเทียบกับลูกโป่งที่ลอยไปในอากาศกลับไปโดนผูกดึงเอาไว้ มันก็ไม่มีความบริสุทธิ์ เรียกว่าใจพระอริยเจ้าโดนทำร้าย แต่ยังไม่ชื่อว่า โดนทำลาย เพราะยังงั้นเมื่อพวกเราทราบถึงตัวเองว่า เราก็เป็นพระอริยเจ้าคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าสามารถทำได้ ทุกคนก็สามารถทำให้ถึงซึ่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้ คือเข้าถึงแดนพระนิพพานเพราะใจสว่าง
8
กระแสธรรม / คำสอนจากท่านปู่สหัมบดีพรหม
« กระทู้ล่าสุด โดย เต้อ เมื่อ พฤษภาคม 25, 2017, 03:34:34 PM »
คำสอนจากท่านปู่สหัมบดีพรหม ท่านผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลก
รวบรวมโดย เกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ

คนบำเพ็ญธรรมต้องทำให้พอดี ถ้าเกินพอดีมันก็ทุกข์ จงกระทำเพื่อพระนิพพานก็พอ อย่างอื่นไม่ต้อง การทำสมาธิดูลมหายใจเข้าออก นั้นนอนทำก็ได้ เดินก็ทำได้ กินข้าวหรือนั่งในห้องส้วมก็ทำได้ ไม่ใช่แค่นั่งหลับตาอย่างเดียว การนั่งทำสมาธิมีหลาย ๑๐ แบบวิธี จะนั่งแบบไหนก็ได้ดีทั้งนั้น จะนั่งเก้าอี้ นั่งบนเตียง หรือนั่งสมาธิเพชรก็ได้ จริตถูกกับอย่างไหนทำแบบนั้น นั่งขับรถทำสมาธิก็ยิ่งดี จิตจะระมัดระวังไม่ต้องโดนรถชน ท่านั่งต้องให้สบายที่สุด เราจะไม่เบียดเบียนร่างกายที่เรามาอาศัยอยู่ชั่วคราวนี้ เราทำสมาธิแบบเล่น ๆ จะได้ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป แต่ในจิตใจเรารู้ว่าเราทำจริง ๆ ภายนอกทำเหมือนเล่น ๆ ภายในจิตใจทำให้จริงจัง

ผู้ฝึกมโนมยิทธิ ก็ยกจิตขึ้นไปกราบพระยุคลบาทพระสวัสดิโสภาคย์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระนิพพาน มีความเชื่อมั่นพระนิพพานให้เต็ม 100% ถ้าทำไม่ถึงพระนิพพาน เพราะเวรกรรมเก่ามีก็ควรทำบุญทานรักษาศีล ๕ ให้ครบจะช่วยให้การภาวนาได้ดีขึ้น ทุกอย่างมีอะไรสละได้ก็บริจาคไป ผู้กระทำย่อมรู้ว่าได้ผลเป็นสุขใจ เฉพาะตน ยิ่งให้ยิ่งได้มากขึ้น สละความโลภความตระหนี่ออกคือ ที่ได้ก็รวยในอริยทรัพย์ คือ ความสุขเหนือความร่ำรวยทางเงินทอง

มโนมยิทธิไม่ใช่อุปาทาน ปู่นั่งหัวเราะดูพวกเจ้าเบื้องบน รู้แล้วก็ตลกดี เจ้ามนุษย์พวกนี้บ้างก็ฝึกดี บ้างก็อุปาทานมีเหมือนกัน ต้องตามจิตมโนมยิทธิเป็นภาพเป็นกระแสจิตที่ได้รับรู้ เป็นสิ่งที่รู้เห็นเองได้ด้วยจิตเป็นทิพย์ มโนมยิทธิอภิญญา ถูกต้องกับผู้มีอารมณ์ของจิตหรือจริตทุกอย่าง กรรมฐานกองใดถูกกับจริตใด เจ้าควรจะรู้กรรมฐานนั้น ถูกกับจริตอารมณ์ของเจ้าหรือไม่ บางคนก็มีหลายจริต ส่วนมากผู้สนใจในกรรมฐานปฏิบัติสมาธิ ภาวนา ก็มีพุทธจริต คือ มีปัญญามองเห็นความทุกข์ รู้เข้าใจ ความไม่จริงของร่างกาย

ใครทำดีเบื้องบนพระพุทธเจ้าก็ประทานให้ได้ สัมผัสพระนิพพาน แต่ต้องให้ดีเสมอต้นเสมอปลาย ถ้าคนทำชั่ว คือพวกที่ศีล ๕ ข้อไม่ครบ ก็ยากนักที่จะเข้าถึงธรรมและอภิญญาทั้งปวงไม่ได้หรอก จิตของเจ้าต้องปล่อยวาง ไม่สนใจในโลกธรรม ๘ ประการ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เจริญสุขทางกาย ทางโลกเสื่อมลาภเสื่อมยศ คนนินทา และกายเจ็บป่วย อย่าเอาใจไปคิดถึงเรื่องไร้สาระนั้น จิตปล่อยวางกายเขากายเราจิตเจ้าจะผ่องใส รู้ทุกอย่างแล้วก็วางอย่าติดใจต่อไป ทุกอย่างเป็นของโลก โลกคือความฉิบหายในที่สุด ไม่ใช่เรา เราไม่ต้องไปติดใจสนใจในโลก กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ คือ บารมี ๑๐ นั้นสร้างสมเข้าไป

กุศล คือ การรักษาจิตสำรวมจิตไว้ในคุณความดีของพระพุทธองค์ จิตเป็นกุศลก็พร้อมที่จะทำบุญภายนอกคือ ให้ทานรักษาศีล ภาวนาอยู่เสมอ หากมีบุญไร้กุศลความฉลาดทางจิตก็เข้าสู่แนวพระนิพพานไม่ได้อีกนาน จงดูขันธ์ ๕ ให้เราเข้าใจขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของจิตแน่นอนเป็นคนละส่วนกับจิต

สักกายทิฏฐิ เป็นตัวเดียวที่หนักก็คือ การกำจัดตัดขันธ์ ๕ ตัวเรา ขันธ์ ๕ ของคนที่เรารักออกจากจิต เมื่อมีขันธ์ ๕ ก็ยากที่จะพ้นทุกข์ จะมีสุขก็ประเดี๋ยวเดียวไม่มีสุขแท้จริง คิดดูว่าโลกนี้ ความทุกข์ความสุขอันไหนมันมีมากว่ากัน ตราบใดที่มีร่างกายแบบนี้ มันย่อมทุกข์แน่นอนจงเอาจิตเลิกละสนใจกายนี้เสีย เราปล่อยวางร่างกายที่เป็นของหนักออกจากจิตที่เป็นของเบาปล่อยวางตามธรรมชาติ เดิมของจิต ถ้าปล่อยกายออกจากจิตเราได้จิตก็ว่างจากกิเลส ต้นเหตุของทุกข์คือ ขันธ์ ๕ ร่างกายนี้ อย่าเอามาเป็นของจิตใจเราที่เคยบริสุทธิ์ ผ่องใสมาก่อน ทำจิตให้เหมือนกับว่ามาอาศัยอยู่บ้านขันธ์ ๕ นี้ ชั่วคราวขันธ์ ๕ กายนี้พังเมื่อไรจิตเราจะดีใจเพื่อจะได้ไปกราบไหว้พระพุทธเจ้าที่พระนิพพานอย่างแท้จริง

การบำเพ็ญ ตราบใดที่จิตยังไม่ถึงความบริสุทธิ์แท้ ยากจะพ้นอารมณ์ปุถุชน เพียรกระทำให้สำเร็จเร็วไว พิจารณาตามจะดีมาก ฌานสมาบัติทุกคนมีได้แต่อย่ายึดติด ฌานไหนก็ตามก็ช่างมัน ก็มุ่งพระนิพพาน ทำเพื่อพระนิพพานอย่างเดียวก็พอแค่นี้เอง

ทุกข์ใดหรือจะเท่าทุกข์ในร่างกาย หรือขันธ์ ๕ ไม่มีเพราะว่ามีร่างกายจึงมี มานะ โทสะ โลภ หลงรัก ตาม ๆ กันมา ก็เพราะมีร่างกายขันธ์ ๕ นี้ ถ้าหากว่าเราไม่มีร่างกายหรือขันธ์ ๕ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน สังโยชน์ ๑๐ คือ ให้รู้ซึ้งว่าร่างกายเป็นภาระอันหนักเป็นทุกข์ เป็นโทษ แตกสลายตัวไม่ใช่ของจิตเราเท่านั้นเอง ไม่ยากไม่ง่าย เพียรพยายามปรารภความจริงไว้ในจิตเสมออย่างนี้ เป็นอิทธิบาทธรรมจะปรารถนาพุทธภูมิ หรือสาวกภูมิก็สำเร็จ
9
กระแสธรรม / อาจาโรวาท : พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
« กระทู้ล่าสุด โดย เต้อ เมื่อ พฤษภาคม 25, 2017, 03:22:32 PM »
...ให้พากันเข้าวัดนะ
วัดดูจิตใจของเรา
ต้องวัดเสมอ
นั่งก็วัด
นอนก็วัด
เดิน - ยืนก็วัด
วัดเพราะเหตุใด
ให้มันรู้ไว้ว่าจิตเรามันดีหรือไม่ดี
ไม่ดีจะได้แก้ไข
ต้องวัดทุกวัน
ตัดเสื้อตัดผ้าก็ยังต้องวัดไม่ใช่หรือ
ไม่วัดจะใช้ได้อะไรล่ะ...

อาจาโรวาท : พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร


ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
10
เล่าสู่กันฟัง / Re: จานบินและมนุษย์ต่างดาว
« กระทู้ล่าสุด โดย Nguyenthun เมื่อ พฤษภาคม 24, 2017, 09:59:49 AM »
เกินกว่าในจินตนาการแท้ๆ
หน้า: [1] 2 3 ... 10